:: Savagely Madden Ch.16 ::

posted on 15 Oct 2009 11:18 by zarmintz  in SavagelyMadden

งานเลี้ยงกลางคืนสิ้นสุดลง ณ เวลาเที่ยงคืน แขกทุกคนที่เข้ามาร่วมงานต่างทยอยเข้าพัก
ในห้องพักพิเศษของตนที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ เรียกได้ว่างานเลี้ยงมืดนี้ได้ปิดโรงแรมจองกันเลยทีเดียว มาเฟียหนุ่มยืนอยู่ตรงระเบียงห้องตัวเองที่เบื้องหลังคือทะเลสีน้ำเงินเข้มมืดสนิทในยามค่ำคืน ร่างสูงพิงเข้ากับเสากลม ไม่ว่าจะหลับตาลงกี่ครั้งก็ไม่สามารถลืมภาพของร่างเล็กนั้นได้เลย ฮีชอลยังคงสวยเหมือนเดิม เหมือนวันที่จากเขาไป ต่างกันที่แววตาของคนตัวเล็กไม่ได้ดูสดใสและเป็นประกายเหมือนเช่นเคย แต่มันกลับดูหม่นหมองอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งไม่ต่างจากหัวใจของฮันกยองเท่าไหร่นัก
 
ชายหนุ่มยืนจิบไวน์ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับรู้รสชาติความหอมหวานของมันเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่เขานึกถึงคือฮีชอล.. ฮีชอลที่มีชีวิต มีเลือด มีเนื้อ และเขาสามารถสัมผัสได้ แต่ตอนนี้ที่เขามีได้ก็แค่ฮีชอลในความฝัน ได้แต่ยืนมองคนตัวเล็กจากที่ไกลๆ ไม่ต่างจากตอนนี้เลย
 
ร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตเนื้อเบาตัวโคร่งสีฟ้าอ่อนและกางเกงเลสีขาว เดินเตาะแตะอยู่ริมชายหาดทั้งๆ ที่มันเป็นเวลาที่ควรค่าแก่การพักผ่อนอย่างยิ่ง ครั้งแรกที่ปลายสายตามองเห็นร่างคนคนนึงเดินลงมาที่ริมโขดหิน ฮันกยองก็จำได้ทันทีว่ามันเป็นฮีชอล เป็นร่างที่เขาคิดถึงและโหยหาอยากจะกอดเอาไว้มากที่สุด ชายหนุ่มยืนมองคนตัวเล็กนั่งดื่มด่ำกับสายลมเย็นและกลิ่นอายเกลือทะเลอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืดสนิท แม้ในใจจะตะโกนบอกให้ลงไปหาแต่ไม่รู้อะไรกลับตรึงเขาไว้ตรงนั้น
 
ที่ทำได้ก็แค่มอง...
 
มอง...ฮีชอลอยู่ฝ่ายเดียว....
 
สุดท้าย...ก็ทนเสียงเรียกร้องในหัวใจตัวเองไม่ไหว
 
คนที่กำลังสับสนกับความรู้สึกของตัวเองพยายามทำใจให้สงบ พยายามจะไม่คิดอะไร แม้รู้ว่าการพบกันเพียงชั่วนาทีเมื่อตอนหัวค่ำจะทำให้ใจเต้นมากขนาดไหนก็ตาม สายลมเย็นไม่ได้ทำให้ความรู้สึกที่ปั่นป่วนสงบลง สิ่งเดียวที่ฮีชอลจำได้คือใบหน้าของคนที่เขาแอบคิดถึงสุดหัวใจ ได้แต่ปฏิเสธตัวเองว่าไม่ได้ต้องการคนคนนั้นอีกแล้ว..แต่ทำไมมันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน...ถ้ารู้สึกว่ารักฮันกยอง ก็ต้องเจ็บปวดเพราะความจริงที่ลบล้างไม่ได้ ถ้าจะไม่รัก...หัวใจมันก็ไม่ยอม
 
ฮีชอลนั่งคิดอะไรไปเรื่อยจนเวลาผ่านไป ร่างบางรู้สึกเหมือนมีคนจ้องอยู่จึงหันหลังกลับไป บนตึกสูงของโรงแรมที่เขาพักอยู่ไม่ปรากฏร่างของใครเลยที่ระเบียงนับสิบชั้นนั้น ร่างเล็กถอนหายใจน้อยๆ แล้วยกข้อมือขึ้นดูเวลา นาฬิกาเรือนหรูบอกเวลา ตี 1.23 นาที ซึ่งเขาควรจะไปนอนได้แล้วเพราะพรุ่งนี้ต้องเริ่มทำงานให้เจย์สั่ง
 
คำสั่งของเจย์ก็เหมือนเดิม...คำสั่งเดิมที่ชักพาให้เขากับฮันกยองได้มาเจอกัน...
 
"ตามหาดอกเหมยแดงให้เจอ"
 
ฮีชอลหลับตาลงแล้วเปิดตามองผืนน้ำที่กว้างใหญ่ ถ้าหากทะเลหรือมหาสมุทรสามารถพัดพาความทุกข์ในใจเขาออกไปได้ เขาก็พร้อมจะมอบชีวิตให้กับสายน้ำลึกเพื่อความสุขโดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น ร่างเล็กยืนขึ้น ถอดรองเท้าหนังหูคีบที่สวมมาเพื่อเดินเล่นชายทะเลวางไว้ที่ริมโขดหิน ทันทีที่เท้าเรียวสัมผัสกับความเย็นของพื้นทราย ฮีชอลก็รู้สึกถึงคำว่าผ่อนคลาย เขาคิดว่าเขาพร้อมแล้วที่จะทิ้งทุกอย่างเพื่อตามหาความสุข ให้ความทุกข์ความเศร้าใจมันหมดไปเสียที ทนมานานแล้ว ทรมานมานานแล้วกับชีวิตที่ไร้ค่านี่ ในเมื่อเขาเองก็สมควรจะตายไปพร้อมๆ กับพ่อแม่ที่ถูกมังกรดำสั่งเก็บ แล้วทำไมเขาต้องอยู่รอดมาเป็นตราบาปให้ฮันกยองด้วย เขาไม่ต้องการให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ ไม่ต้องการ...
 
ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงพื้นดินนุ่มผิว ในที่สุดคนตัวเล็กก็ค่อยๆ ลงไปอยู่ในน้ำจนถึงบริเวณเอว
 
รู้สึกสบายเหลือเกิน...เย็น...ไม่เคยเย็น...จนใกล้จะแข็งขนาดนี้มาก่อนเลย...หนาวเหน็บเหลือเกิน...
 
"ฮีชอล!!" เสียงทุ้มตะโกนลั่นเรียกสติคนตัวเล็ก ที่กำลังจะปล่อยให้ทะเลเป็นคนพรากไป คนที่ถูกเรียกหันกลับมามองด้วยความตกใจที่ได้ยินเสียงนั้น จำได้ว่ามันเป็นเสียงที่คุ้นเคย..ของคนคนนั้น
 
"ฮีชอล! ลงไปทำอะไรน่ะ ขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ" คงลืมไปแล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์สั่งอะไรคนตัวเล็กได้อีก ร่างสูงรีบลุยน้ำลงมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหล่อซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนกปนตกใจที่เห็นภาพร่างเล็กค่อยๆ ลงทะเลไปราวกับถูกกลืนกิน
 
ร่างเพรียวที่ถูกคลื่นซัดจนยืนนิ่งไม่ได้ตกใจที่เห็นชายหนุ่มตามตัวเองมาปากก็เรียกชื่อเขาไม่หยุด ฮีชอลกำลังอึ้งกับภาพที่เห็นไม่รู้จะทำอย่างไร จะกลับขึ้นฝั่งไปตามที่ชายหนุ่มบอกก็ไม่ต้องการ ไม่อยากให้ฮันกยองคิดว่าเขายอมเชื่อฟังคำสั่ง ขาเรียวพยายามยึดตัวเองไว้จากแรงของคลื่นที่กระแทกเข้ามา ในที่สุดก็ถูกพัดจนไหลลึกเข้าไปอีก
 
ชายหนุ่มกระโจนเข้าไปแล้วดึงแขนเล็กเอาไว้ ก่อนที่ฮีชอลจะลุยลงไปลึกมากกว่านี้ คนที่ถูกจับพยายามจะสะบัดออก แต่ก็ขืนแรงมังกรของชายหนุ่มไม่เคยได้
 
"นายทำบ้าอะไรฮะ!" ตะโกนใส่ฝ่าเสียงคลื่นและเสียงลมที่เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากท้องฟ้าเริ่มปรวนแปร แขนหนาดึงตัวฮีชอลเข้ามาชิดตนเองแล้วกอดไว้แน่น กลัวว่าร่างเล็กจะถูกคลื่นพัดออกไป
 
"ปล่อยชั้นนะ! ปล่อย ไม่ต้องมายุ่งกับชั้น! บอกให้ปล่อยไงเล่า" ฮีชอลโวยวายขึ้นมาทันที พยายามจะดิ้นยิ่งทำให้ทั้งคู่เสียการทรงตัวโดนคลื่นทะเลพาออกฝั่งให้ไกลไปอีก
 
"ชั้นปล่อยนายแน่แต่ไม่ใช่กลางทะเลนี่! ชั้นไม่ปล่อยนายแน่นอนถ้าเราสองคนยังอยู่ในน้ำแบบนี้" ฮันกยองบอก คนตัวเล็กเงียบเสียงลงพร้อมกับความพิโรธของท้องฟ้าที่ปรากฎเป็นเสียงฟ้าผ่าดังลั่น
 
"มากับชั้นนะ" คราวนี้กระซิบเบาๆ ที่ข้างหู ฮีชอลเองไม่อยากหันกลับไปมองหน้าคนคนนี้ ไม่อยากได้ยินเสียงคนคนนี้ ไม่อยากให้คนคนนี้สัมผัส แต่พอเอาเข้าจริงร่างบางก็แทบละลายเพราะฮันกยองที่อยู่ตรงนี้กับเขา
 
ร่างสูงแหวกคลื่นที่พัดตีกลับเพื่อพาร่างเล็กขึ้นจากทะเล กว่าจะถึงฝั่งก็กินเวลาอยู่นาน เพราะเขาและฮีชอลเองก็ลงไปลึกมากเหมือนกัน เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับสายฝนที่เริ่มเทตัวลงมา ฮีชอลสะบัดตัวทันทีที่เท้าแตะชายฝั่ง ชายหนุ่มยอมปล่อยคนที่ไปลากขึ้นมาจากทะเลโดยไม่ว่าอะไร ได้แต่แหงนหน้ามองน้ำฝนที่เริ่มเทตัวแรงขึ้น
 
"นายลงไปทำอะไรห๊ะ?" ฮันกยองถาม แต่คนตัวเล็กกลับหยิบรองเท้ามาใส่ สายฝนค่อยๆ เทลงมาทำให้คนที่เพิ่งขึ้นจากทะเลหนาวยิ่งกว่าเดิม
 
"เรื่องของชั้น" ตอบเสร็จก็เดินออกไปทันทีทิ้งให้ร่างสูงยืนอึ้งๆ กับความเย็นชาของคนที่เขารักหมดหัวใจอย่างฮีชอล
 
เพียงแค่ไม่กี่เดือนที่ไม่ได้เจอกัน ไม่ได้อยู่ด้วยกัน...มันทำให้ฮีชอลลืมเขาได้เร็วเพียงนี้เลยเหรอ
 
เม็ดฝนเริ่มหนักขึ้นเมื่อมันกระทบเข้ากับใบหน้าหล่อ ฮันกยองตัดสินใจเดินตามร่างเล็กออกไป แต่เหมือนพระเจ้าจะรู้ว่าฮีชอลเกิดมาเพื่อให้คนอย่างฮันกยองดูแล ร่างบางที่เร่งฝีเท้าตัวเองสะดุดกับหินก้อนเล็กที่ถูกพื้นทรายทาบทับไว้อยู่ ฮีชอลเกือบจะหัวทิ่ม ดีที่ทรงตัวได้ทันแต่เท้าเล็กก็แพลงไปแล้วจากการสะดุดครั้งนั้น
 
"โอ๊ย" ฮีชอลเผลอร้องออกมาเมื่อพยายามจะลากสังขารตนเองให้เดินต่อไป แต่คนตัวเล็กใช่จะยอมแพ้ต่อร่างกายตัวเอง ฮีชอลกัดฟันเดินไปเรื่อยๆ ฝ่าฝนที่ตกไม่หยุด แต่ก็ไปได้ไม่ไกลจนถึงที่ที่ตัวเองล้มลงอีกครั้ง
 
ร่างบางกองอยู่กับพื้นทราย กำปั้นเล็กทุบดินที่เริ่มจับกันเป็นก้อนเพราะสายฝนด้วยความโมโห อยากจะลุกแต่มันก็ไม่ไหว
 
"อย่าฝืนเถอะ..." เอาอีกแล้ว ไอ้เสียงนุ่มๆ เบาๆ นั่นมันมาอีกแล้ว ตามมาหลอกหลอนกันได้ไม่หยุด ทำไมนะทำไม คนยิ่งพยายามจะหนีให้ไกลแต่ทำไมก็ยังจะตามมาจนเจอ แม้แต่ความตายก็พรากเขาไปจากฮันกยองไม่ได้เลยใช่มั้ย?
 
"เลิกแตะตัวชั้นได้แล้ว" ฮีชอลว่าแล้วสะบัดแขนออกจากข้อมือหนาที่เกาะกุม พยายามบอกตัวเองไว้ว่าต้องเข้มแข็ง ทำไมจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีฮันกยอง ทำไมจะอยู่ไม่ได้ ก่อนหน้านี่ก็ไม่เห็นเป็นไร แค่คนคนเดียวเขาต้องเอาออกไปจากชีวิตเขาให้ได้
 
"อย่าเพิ่งพูดมากเลยได้มั้ย ฝนตกแรงขนาดนี้นายจะไม่สบายเอานะ อย่าดื้อน่า ให้ชั้นช่วยเถอะ" ฮันกยองว่าแล้วช้อนตัวร่างเล็กขึ้นแต่ฮีชอลก็ยังไม่วายจะดิ้น
 
"ชั้นดูแลตัวเองได้บอกกี่ครั้งแล้ว ชั้นไม่ใช่นายนะที่เอะอะก็เอาแต่ใจจะให้คนอื่นดูแลอยู่ตลอดเวลา" ฮีชอลแหวใส่ แต่ชายหนุ่มก็ไม่สนใจ อุ้มร่างเล็กขึ้นพูดกับคนในอ้อมกอดก่อนจะออกเดินว่า
 
"งั้นขอให้ชั้นได้ดูแลนายบ้างสักครั้งก็พอ"
 
แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวก็เล่นเอาคนที่โวยวายยอมเงียบ ฮันกยองไม่แม้แต่จะมองหน้าร่างเพรียวที่เขาอุ้มไว้อยู่ก่อนจะเดินฝ่าสายฝนกลับไปที่โรงแรม
 
แม้จะพยายามขืนตัวให้ชิดกับอกหนาให้น้อยที่สุด แต่ฮีชอลเองก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองสายตาของใบหน้าหล่อ รู้สึกทรมานยิ่งกว่าตอนที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชายหนุ่มเสียด้วยซ้ำ
 
เพราะตอนนี้ใกล้กันเพียงแค่ลมหายใจกั้นแต่ก็ไม่สามารถเปิดใจให้กันได้...
 
มือเล็กเลื่อนขึ้นคล้องคอชายหนุ่มไว้ เพื่อไม่ให้ฮันกยองต้องรับน้ำหนักทั้งตัว และเพื่อกันไม่ให้ตัวเองตกลงไป แม้จะรู้ว่าทำอย่างนี้พวกเขาทั้งคู่ก็ยิ่งแนบชิดกันเข้าไปอีก
 
"นายอยู่ชั้นอะไรน่ะ" ร่างสูงถามเมื่อมาถึงหน้าลิฟต์ตัวติดกับทางออกชายฝั่งทะเลที่ปลอดคนอย่างยิ่งโดยเฉพาะยามค่ำคืนที่ดึกดื่นเยี่ยงนี้ เสียงฟ้าผ่าและพายุฝนยังกระหน่ำไม่หยุด ช่วยเพิ่มความรู้สึกหนาวจนสั่นสะท้านให้คนที่อยู่ในอ้อมกอดของฮันกยองมากขึ้น
 
"ยี่สิบสาม" พูดเบาๆ แล้วขยับตัวเล็กน้อย รู้สึกว่าแอร์ในโรงแรมมันหนาวจนเขาอยากได้เสื้อคลุมสักตัว เพราะเสื้อบางๆ กับกางเกงเลของเขาไม่ได้ช่วยให้ความอบอุ่นใดๆเลยยิ่งเมื่อมันเปียกฝนด้วยแล้ว
 
"หนาวเหรอ" ร่างสูงถามขณะเดินเข้ามาในลิฟต์ แต่ฮีชอลกลับไม่ตอบ ฮันกยองเองอยู่ดีๆ ก็เอ่ยขึ้นมา
 
"ชั้นอยู่ชั้นสามสิบสองนะ" ไม่รู้ทำไมถึงอยากบอก แต่ก็คิดเพียงว่าคงเป็นเรื่องคุยเล็กๆ น้อยให้ไม่รู้สึกอึดอัดได้
 
"ใคร?" เสียงหวานถามทันที
 
"ก็ชั้นไง"
 
"ใครถาม" เจอมุขนี้เข้าให้ก็เล่นเอามาเฟียหนุ่มสะอึก ฮีชอลกระตุกยิ้มแล้วแค่นหัวเราะเล็กๆ เป็นเชิงเยาะเย้ย นิ้วเรียวกดจิ้มที่เลข 32 ทันที
 
"กดทำไมน่ะ" ถามงงๆ ทั้งๆ ที่ยังหน้าแตกไม่หาย แต่ไม่วายก็แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าฮีชอลอยากจะไปที่ห้องตัวเอง
 
"ก็พอถึงชั้นที่ชั้นนอนชั้นก็จะลง นายก็ไปนายของนายสิ มายุ่งอะไรด้วย" ได้คำตอบกลับมาเล่นเอาที่ฝันค้างไว้พังทลายไม่เหลือชิ้นดี ร่างสูงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ไม่ตอบรับจนเสียงลิฟต์เตือนเมื่อถึงชั้นที่ 23
 
ฮันกยองถามเลขห้องฮีชอล แต่คนตัวเล็กยืนกรานจะลงเดินเอง แต่มีหรือชายหนุ่มจะยอม
 
"ถ้านายล้มไปอีกคราวนี้ชั้นไม่อยู่ใครจะมาเก็บนายไปห๊ะ?" ฮันกยองเริ่มติดนิสัยเดิมๆ ที่ชอบขึ้นเสียงกับคนตัวเล็กบ้าง ลืมตัวไปแล้วว่าระหว่างตัวเองกับคนในอ้อมกอดไม่เหมือนเดิม
 
"ปล่อยเดี๋ยวนี้หรือจะให้ชั้นร้อง" ฮีชอลขู่แต่มาเฟียหนุ่มก็ยังไม่ยอมให้ร่างสวยลงมา
 
"ถ้าชั้นร้องให้เจย์ได้ยินแล้วออกมาเห็นนายอุ้มชั้นอยู่แบบนี้รับรองนายได้ตายแน่" แค่ได้ยินชื่อแสลงหูฮันกยองก็ยอมปล่อยให้ฮีชอลลงยืน ไม่ใช่เพราะกลัวเจย์ แต่ไม่อยากให้หมอนั่นเขามาขัดขวางเวลาของพวกเขาสองคนที่ไม่ได้มีด้วยกันมานานแล้ว
 
คนตัวเล็กทำเป็นเก่งรีบก้าวเดินออกไปทันที แต่ก็เหมือนเมื่อตอนที่ชายหาด เดินไปสามสี่ก้าวก็แทบจะล้มลงไป แต่คราวนี้ฮันกยองรีบรับเอาไว้ด้วยความชำนาญแล้วพูดพลางส่ายหัวไปว่า
 
"ห้องนายอยู่ไหนบอกมาเถอะ คืนนี้จะได้นอนมั้ยถ้ามัวแต่ทำเก่งอยู่แบบนี้" ฮีชอลยอมให้ฮันกยองประคองเดินแทนที่จะอุ้มเขาไป ร่างเล็กบอกทางจนไปถึงห้องพักของตนที่พักคนเดียว เพราะขอโรสกับเจย์ไว้ว่าอยากใช้เวลาส่วนตัว หากเขานอนกับโรสมีหวังฮันกยองได้ถูกเก็บคาห้องพักเขาแน่ๆ
 
"ถึงแล้วก็ไปสิ" ฮีชอลยังไม่หยุดไล่ แต่ฮันกยองกลับยืนนิ่ง
"ก็เข้าไปก่อนสิ ชั้นจะรอดูว่านายเข้านอนเรียบร้อยหรือยัง" ร่างบางเริ่มรู้สึกง่วงนอน ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคนพูดไม่รู้จักฟังเพราะรู้จักฮันกยองดี มือเล็กเสียบคีย์การ์ดแล้วเปิดประตูห้องเข้าไปจะปิดประตูใส่หน้า แต่ร่างสูงกลับดันตัวเข้ามาในห้องได้เสียก่อน แถมจัดแจงล็อคห้องให้พร้อมเสียดิบดี
 
"เข้ามาทำไม! ออกไปเลยนะ!" ฮีชอลแหกปากทันทีที่เห็นร่างสูงยืนทำหน้ากวนอยู่หน้าตัวเอง
 
"แต่นายขาเจ็บต้องประคบน้ำแข็งก่อนไม่งั้นมันจะบวม แล้วชั้นเห็นนายง่วงคงไม่ได้ทำแน่" ฮันกยองบอกแม้ข้อแก้ตัวของเขาจะฟังขึ้นก็เถอะ
 
"ไม่ต้องมายุ่งได้มั้ย รู้มั้ยรำคาญ" พูดเพราะอารมณ์เสียที่ฮันกยองทำราวกับระหว่างเขากับตนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนฮีชอลยังอยู่กับชายหนุ่มทุกวัน ยังนอนด้วยกันทุกคืนทั้งๆ ที่ความจริงพวกเขาไม่ได้พบกันมาตั้งสามสี่เดือนแล้ว คนที่ทำเหมือนไม่มีอะไรไม่รู้หรอกว่าคนที่พยายามจะลืมมันเจ็บแค่ไหน
 
ฮีชอลสังเกตเห็นรอยยิ้มที่เจื่อนลง ฮันกยองตีหน้าเรียบเฉยทั้งๆ ที่พยายามแล้วทุกอย่างเพื่อให้ฮีชอลคิดถึงตนบ้าง เพื่อให้ฮีชอลไม่ลืมเรื่องราวระหว่างกันและกัน ก็แค่อยากจะทำอะไรให้ อยากจะดูแล แม้จะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์ก็ตาม
 
"โอ๊ย หงุดหงิด ออกไปซะ! นายไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับชั้น ออกไป!" ฮีชอลว่าแล้วเดินกระแทกเท้าไปที่เตียงแล้วทิ้งตัวลง ถ้ากลัวเจ็บมากนักก็จะทำให้เจ็บมากกว่าเดิมเลยคอยดูสิ โอย..แต่เท้าระบมแน่ๆเลย T^T
 
ฮันกยองยืนเงียบอยู่สักพัก รอให้คนที่นอนอยู่บนเตียงใจเย็นลงก่อนที่จะคิดทำอะไร ฮีชอลหลับตาลงเพื่อจะเข้าสู่ห้วงนิทราทันที แม้จะรู้สึกแปลกๆ ที่ฮันกยองจะอยู่ในห้องตนก็ตาม ร่างเพรียวรู้สึกชื้นๆ จากเสื้อผ้าและกางเกงที่เปียกฝน แต่เพราะความง่วงจึงทำให้ฮีชอลค่อยๆ เคลิ้มลงใต้ผ้าห่มอุ่น ความคิดหงุดหงิดที่ฮันกยองจะอยู่ในห้องด้วยแทบจะหายไปเหลือเพียงความเหนื่อยอ่อน เวลาผ่านไปสักพักฮันกยองก็ยังไม่ออกไป เขายังคงยืนนิ่งมองร่างเล็กที่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงเมตร รู้ตัวว่าผิดเพราะเรื่องที่เกิดขึ้น รู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์จะทำอะไรให้คนตรงหน้า แต่ทำไมฮีชอลไม่เห็นใจคนเคยรักอย่างเขาบ้างเลยหรือ ชายหนุ่มค่อยๆ ก้าวไปที่โต๊ะข้างเตียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นแล้วกดเบอร์รูมเซอร์วิส ฮันกยองขอเจลใสประคบขา ยานวดและผ้าพันเท้าให้มาส่งที่ห้องของฮีชอล
 
ร่างสูงลากเก้าอี้ตรงโต๊ะเครื่องแป้งมานั่งมองฮีชอล ที่ดูเหมือนจะเคลิ้มหลับไปแล้วระหว่างรอแม่บ้านให้เอาของขึ้นมาให้ ร่างเพรียวที่นอนตะแคงข้างหันหลังให้ฮันกยองเพราะไม่อยากเห็นหน้าชายหนุ่มอยู่ดีๆ ก็พลิกตัวกลับมา
 
ดวงหน้าหวานขาวหมดจด คิ้วเรียวสีดำเส้นเล็กที่ทำให้ดวงตากลมโตซึ่งบัดนี้ปิดอยู่ดูงดงามยิ่งขึ้นเวลาที่เจ้าตัวลืมตา จมูกรั้นเสริมใบหน้าสวยให้ดูน่าสัมผัสกว่าเดิม แก้มนิ่มขึ้นสีอ่อนนิดๆ เมื่ออยู่ในห้องที่อุณหภูมิพอเหมาะ สายตาคมเลื่อนลงมาเรื่อยจนถึงเรียวปากอิ่มสีสดที่สั่นเล็กน้อยเหมือนว่าเจ้าตัวจะหนาว ใบหน้าหวานที่เขารักยิ่งดูยังไงเขาก็ยังรัก...เหมือนเดิม...หลงใหลอยู่เหมือนเดิม
 
ฮันกยองจ้องมองฮีชอลด้วยความรักและคิดถึงสุดหัวใจ ชายหนุ่มเลื่อนเก้าอี้เข้ามาจนชิดขอบเตียง โน้มตัวลงเพื่อกวาดสายตามองคนตัวเล็กได้ใกล้กว่าเดิม พยายามห้ามใจตัวเองไม่แตะต้องคนที่นอนหลับอยู่ เพราะเขารู้ว่าฮีชอลคงไม่ชอบใจแน่ถ้ารู้สึกตัว แต่จะทำยังไงได้ เวลาอยู่กับฮีชอลทีไรเหมือนร่างบางมีแม่เหล็กดึงดูดให้เขาเข้าไปหาทุกที ไม่ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเปลี่ยนไปยังไง แต่ความรู้สึกนี้ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง
 
ฮันกยองค่อยๆ ลืมตัว เผลอก้มหน้าลงเรื่อยๆ ริมฝีปากอิ่มที่โหยหาเผยอขึ้นเล็กน้อยเมื่อฮีชอลขยับตัว แค่นี้ก็ทำให้ชายหนุ่มอดใจไม่ไหว ขอสัมผัสมันสักครั้ง ใบหน้าหล่อโน้มลงเรื่อยๆ แต่ก่อนที่เขาจะได้แตะต้องกลีบปากนุ่มนั้นเสียงกริ่งห้องก็ดังขึ้น
 
ชายหนุ่มเหมือนได้สติเด้งตัวขึ้นแล้วถอนหายใจแรง ฮันกยองเกาหัวตัวเองจนยุ่งก่อนจะเดินไปดูที่ประตู เมื่อเห็นว่าพนักงานรูมเซอร์วิสเอาของที่สั่งมาให้ เขาก็เปิดประตูออกไปรับของทั้งหมดมา ไม่รู้จะขอบใจหรืออยากเตะไอ้หนุ่มอ่อนนั่นดีที่มาขัดจังหวะ เขาเองก็ลืมตัวไปเลยว่ากำลังทำอะไรอยู่ ชายหนุ่มเดินกลับมาที่เตียงนุ่ม ยืนมองคนตัวเล็กสักครู่ก่อนจะเดินไปที่ปลายเตียง เลิกผ้าห่มขึ้นเล็กน้อยแล้วจับขาข้างที่เจ็บของฮีชอลขึ้นดู ข้อเท้าเล็กบวมนิดๆ แต่ถ้ารีบปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องฮีชอลก็จะไม่เป็นอะไรมาก ร่างสูงวางถุงเจลเย็นสีฟ้าแบบรัดข้อเท้าลงตรงบริเวณที่บวม ต้องประคบน้ำแข็งก่อนยี่สิบสี่ชั่วโมงแรกแล้วจึงนวดยา ไม่รู้ว่าคนตัวเล็กจะรู้หรือเปล่า
 
ร่างสวยสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออุณหภูมิเย็นเชียบสัมผัสที่ข้อเท้าตน ฮีชอลเหมือนจะรู้สึกตัวพึมพำด้วยเสียงง่วงๆ ปนหงุดหงิดว่า
 
"ยังไม่ไปอีกเหรอเนี่ย ทำบ้าอะไรของนาย" คนเจ็บดูพยายามอย่างยิ่งที่จะลืมตาตื่นขึ้นแต่ก็ง่วงเหลือเกิน ฮีชอลใช้เวลาอยู่สักครู่ กว่าจะสามารถยกตัวเองขึ้นนั่งท่าทางสะลึมสะลือทั้งๆ ที่ตายังปิดอยู่ ฮันกยองมองภาพตรงหน้าแล้วเผลอหัวเราะออกมาน้อยๆ อย่างเอ็นดูไม่ได้ ฮีชอลดูเหมือนเด็กน้อยที่ต้องการให้คุณพ่ออย่างเขาดูแลจริงๆ
 
ฮันกยองเพิ่งสังเกตว่าเสื้อผ้าที่ฮีชอลใส่เปียกอยู่ เพราะตรงที่นอนสีขาวนั้นมีรอยน้ำชื้นเป็นวงใหญ่
 
"นี่นายไม่หนาวเหรอ ใส่เสื้อผ้าเปียกน้ำนอนเนี่ย" เขาถามทั้งๆ ที่กวาดสายตามองอกบางขาวที่มีเสื้อเชิ้ตสีฟ้าตัวบางแนบอกอยู่ ให้ตายเถอะ ทำไงจะไม่คิดอกุศลได้วะ
 
"เรื่องของชั้น นายอาวอารายมาแปะขาชั้น ฮ้าววว~" มือเล็กปิดปากที่หาว พยายามจะลืมตากลมขึ้นดูแต่ก็เปิดออกได้เพียงครึ่ง
 
"ประคบน้ำแข็งไง ขาข้างที่บวมของนาย นายต้องประคบไว้ก่อน 24 ชั่วโมงนะแล้วค่อยนวดทีหลัง แต่ตอนนี้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ เดี๋ยวไม่สบาย" ฮีชอลหรี่ตามองหน้าฮันกยองแล้วมองเสื้อผ้าตัวเอง ดึงผ้าห่มขึ้นแล้วมองขาข้างที่เจ็บเห็นเจลใสสีฟ้าแปะอยู่แล้วหันหลังกลับมามองที่นอนที่ชื้นๆ ของตัวเอง
 
"เออก็ได้ นายกลับห้องไปได้แล้ว ชิ่วๆ คนจะหลับจะนอน วุ่นวาย น่ารำคาญ ทำไมไม่รู้จักเปลี่ยนนิสัยตัวเอง" เวลาถูกรบกวนเวลานอนยิ่งทำให้ฮีชอลหงุดหงิดกว่าเดิม และเขาก็ยิ่งอารมณ์เสียมากขึ้นไปอีก เมื่อเห็นฮันกยองทำท่าเหมือนเป็นห่วงเขามากเสียเหลือเกิน ดูแลเขาดีเหลือเกิน ไม่เข้าใจ เวลามีโอกาสอยู่ด้วยกันทำไมไม่เคยคิดจะทำ?
 
ฮันกยองเงียบสนิท รู้สึกได้ว่าคนตัวเล็กรำคาญและรังเกียจเขาขนาดไหน แต่คนอย่างเขาก็คงไม่มีหน้าไปต่อว่าอะไรฮีชอลได้ ในเมื่อเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเขาเป็นคนทำตัวเองทั้งหมด แม้ว่าส่วนนึงจะเป็นเพราะความไม่รู้ในวัยเด็กด้วยก็ตาม ร่างบางค่อยๆ ขยับตัวแล้วห้อยขาลงข้างเตียงยังง่วงไม่หาย กะจะลุกขึ้นไปเปลี่ยนชุดนอนแต่ไอ้มาเฟียบ้านี่มันยังยืนจ๋องไม่ยอมไปไหน
 
"ไปสิ" ไล่อีกครั้ง ร่างสูงจึงเริ่มขยับตัว ฮันกยองเอ่ยเล็กๆ ว่า
 
"นายควรจะกินยาพาราก่อนนอนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไข้ขึ้น หลับฝันดีนะครับ" ร่างสูงค่อยๆ ถอยหลังไปจนถึงประตูห้องแล้วเปิดออก ยอมแพ้ฮีชอลเลยจริงๆ เขาอุตส่าห์คิดว่าคนตัวเล็กจะใจอ่อนให้เขาบ้าง พูดจาดีๆ กับเขาบ้างแต่ก็ไม่ ในความรู้สึกของฮีชอลเขายังเป็นมังกรดำที่โหดร้ายและน่ารังเกียจอยู่เหมือนเดิม คงไม่มีอะไรเปลี่ยนใจฮีชอลได้อีกแล้ว ชายหนุ่มยืนพิงประตูห้องฮีชอลแล้วถอนหายใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรู้สึกรักและเจ็บมากขนาดนี้ด้วย นี่สินะคือความรู้สึกที่ทงเฮเป็นเมื่อตอนที่เขาปฏิเสธไป คนที่ไม่เคยรักใคร ไม่เคยเรียนรู้คำว่าสูญเสียจนวันที่ฮีชอลจากไป และไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดเท่ากับเห็นท่าทีของร่างเล็กที่ไม่เหลือความรู้สึกอะไรให้เขาเลย ตอนแรกที่ว่าเจ็บเพราะฮีชอลไม่รักเขานั้น มันยังเทียบไม่ได้เลยกับที่คนตัวเล็กรักเขา แล้วค่อยหมดรักและเกลียดกัน
 
คนที่นั่งอยู่บนเตียงค่อยๆ กำมือของตัวเองจนแน่น เล็บแหลมจิกเข้าไปในอุ้งมือขาวแต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกเจ็บ รู้แค่ว่าพยายามจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ ความรู้สึกอบอุ่นที่สัมผัสได้จากฮันกยองมันทำให้เขาเจ็บปวดกว่าเดิม ทำไมคนเราชอบเห็นค่าของก็ต่อเมื่อเสียมันไปแล้วถาวร ไม่ต่างจากที่ฮันกยองทำกับเขาเลย ในเมื่อรู้ว่าระหว่างเขาสองคนมันไม่มีทางจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม แล้วทำไมฮันกยองยังทำแบบนี้อีก ทำไมยังดูแลห่วงใยกันมากกว่าเดิมทั้งๆ ที่ไม่มีสิทธิ์ ไม่จำเป็นต้องมาสนใจกันก็ได้ แต่ทำไม...ทำไม..ทำไม...
 
 
 
เช้าวันรุ่งขึ้นงานเลี้ยงมืดนี้ได้เคลื่อนพลไปยังเรือสำราญขนาดใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไว้พร้อมบริการเหล่าเศรษฐีกระเป๋าหนักเงินและหนักอิทธิพลพร้อมด้วยอาวุธปืน การเจรจามักเกิดขึ้นภายในคาสิโนลอยน้ำขนาดใหญ่แห่งนี้ ฮันกยองไม่เห็นฮีชอลอีกเลยนับตั้งแต่ขึ้นเรือ คนที่เขาเห็นมีเพียงแค่เจย์ที่คอยจะยิ้มเยาะใส่เขาทุกครั้งที่เห็นหน้าราวกับคนใกล้จะตายของฮันกยอง
 
คิบอมและซีวอนแบ่งหน้าที่กันจัดการหาพันธมิตรที่แน่ใจว่าจะเข้าร่วมพรรคและลงชื่อในดอกเหมยแดงในคืนวันที่สองได้ เหล่ามังกรดำต่างวางตัวให้ดูนิ่ง มีความคิดและสุขุมแม้ว่าเข้าจริงพวกเขาจะใจร้อนเป็นที่สุด คนอื่นๆ มักสัมผัสได้ถึงอำนาจที่น่ากลัวซึ่งมองไม่เห็นของมังกรดำแผ่ออกรอบๆ ตัวพี่น้องทั้งสาม ยามที่พวกเขาต้องเจรจากับพวกที่คาบเนื้อชิ้นใหญ่ไม่ต่างจากพวกเขาเอง
 
เวลาผ่านไปจนถึงบ่ายวันที่สอง ที่พรรคซากุระตกลงใจจะยอมเข้าเป็นพันธมิตรกับพรรคเฮยหลง เหลือเพียงฟิลลิบ หยางเท่านั้นที่ยังต้องดูท่าทีอยู่ก่อน
 
ร่างโปร่งของลูกน้องคนสนิทเดินเข้ามากระซิบอะไรกับคิบอมเล็กน้อย คยูฮยอนยืนถือโน้ตบุ๊คส่วนตัวไว้อยู่ ขณะรอให้คิบอมบอกเรื่องที่มาแจ้งกับฮันกยอง
 
"ใคร?" เสียงเหี้ยมเอ่ยขึ้นถามทันที จ้องหน้าคยูฮยอนให้บอกคำตอบกับเขา แม้ว่าเขาจะอยู่ในช่วงพักผ่อนไม่กี่ชั่วโมงก่อนงานดินเนอร์กลางคืน
 
"เท่าที่ผมตามรอยได้ ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลเลยครับ บนเรือลำนี้นี่เอง" ชายหนุ่มตอบ
 
"แต่คนที่พยายามเจาะเข้ามาถือว่าเก่งมาก เขารู้เรื่องระบบคอมพิวเตอร์ของผมดีราวกับเคยเข้ามาแหวกว่ายเล่นแล้ว และมันพยายามจะโจมตีทีละส่วนเพื่อหลอกล่อให้ผมสนใจว่ามันจะเอาข้อมูลสำคัญๆ ของพรรคเราที่เชื่อมต่อผ่านคอมพิวเตอร์ผม เล่นเอาปวดหัวกันเลยทีเดียวครับ เพราะมันเริ่มติดต่อผมตั้งแต่เช้าที่ขึ้นเรือมาวันแรก" คยูฮยอนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เพราะรู้สึกพอใจที่ได้ศัตรูที่สมน้ำสมเนื้อในการเจาะข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ของเขา ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นแฮคเกอร์อัจฉริยะจบจาก MIT ด้วยอายุเพียง 18 ปี
 
"ช่วงที่ผมตามเก็บมันและซ่อมแซมรวมทั้งป้องกันการรุกรานของมัน เพราะหมอนี่ไม่ได้มาธรรมดา มันกลับทิ้งระเบิดไวรัสเอาไว้ให้ผมตามกำจัดอีก"
 
"มันต้องการอะไร?" ฮันกยองถาม ใบหน้าหล่อครุ่นคิดถึงคนที่พยายามจะเข้ามายุ่งกับรังมังกรของเขา
 
"จากที่ผมคิดว่าตอนแรกมันเข้ามาก่อกวนและพยายามข้อมูลขโมยทั่วไป แต่เมื่อเช้านี้ผมแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่มันต้องการคือ..." ชายหนุ่มหยุดถอนหายใจรู้ดีแน่ว่าถ้าพูด เจ้า นายเขาได้อาละวาดแน่นอน
 
"ดอกเหมยแดงครับ" ได้ฟังดังนั้นมังกรหนุ่มก็ตบโต๊ะเสียงดังด้วยความโมโห ดวงตามังกรเต็มไปด้วยเพลิงไฟ หันไปกระชากเสียงถามอย่างรวดเร็ว
 
"มันรู้ได้ยังไงว่านายถือดอกเหมยแดงไว้ เอาตัวมันมาให้ได้!" ฮันกยองอารมณ์เสียหนัก คิบอมที่ยืนนิ่งค่อยๆ เอ่ยว่า
 
"จะมีใครรู้จักระบบคอมพิวเตอร์ของพรรคเราดีเท่ากับคยูฮยอนล่ะครับ...นอกจากคนที่เคยลองเข้ามาเดินเล่นแล้ว..." มาเฟียหนุ่มเงยหน้ามองน้องชาย แววตาแข็งกร้าวฉายวับ เขาว่าเขารู้แล้วว่าใครเป็นคนทำ...
 
"คืนนี้ลงชื่อดอกเหมยแดงเสร็จ รีเซ็ตหัวใจมังกรด้วย" ฮันกยองสั่งเสียงเหี้ยมก่อนจะลุกออกจากโต๊ะไปเพื่อสงบสติอารมณ์
 
เหตุผลหนึ่งที่ฮีชอลหาดอกเหมยแดงไม่เคยเจอ เพราะคิดว่าฮันกยองน่าจะเป็นคนเก็บรักษาเอาไว้ และควรจะอยู่ในคอมพิวเตอร์ของฮันกยอง เพราะดอกเหมยแดงเปลี่ยนรูปร่างหน้าต่างไปตามเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น แม้ว่าพรรคเฮยหลงจะตั้งมานานนับร้อยปีแล้วก็ตาม ฮีชอลถูกแค่เพียงครึ่งที่ว่าชายหนุ่มต้องมีกุญแจนั้น จึงไม่แปลกที่คนที่แฝงเข้ามาจะเอาหัวใจมังกรจากฮันกยองไปได้...และไม่ได้เพียงอันเดียวเสียด้วย หนึ่งหัวใจมังกรที่ฮีชอลต้องการ...และอีกหนึ่งหัวใจมังกรของตัวฮันกยองเอง..ที่ฮีชอลไม่ต้องการ..
 
 
 
คืนสุดท้ายของการต่อรอง เจรจาและการพนันเป็นไปอย่างเข้มข้นตลอดทั้งคืน พรรคเฮยหลงนัดให้เหล่าพันธมิตรทั้งเก่าและใหม่ลงชื่อในดอกเหมยแดงอีกครั้งภายในห้องลับของเรือที่มีเพียงหัวหน้าใหญ่เท่านั้นของแต่ละกลุ่มที่จะเข้าไปได้ พวกเขาจะเป็นพวกเดียวที่รู้ว่าดอกเหมยแดงคือแฟ้มรายชื่อ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้รู้รายละเอียดอื่นๆ ที่เหลือ การลงนามเสร็จเมื่อเวลาตี 2 ฮันกยองจัดให้มีการดื่มเล็กๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ก่อนจะปล่อยให้คิบอมและซีวอนคอยดูแลเหล่าพันธมิตรพวกนี้ ส่วนตัวเขาก็เลี่ยงออกไปเพื่อพักผ่อนในห้องของตัวเอง
 
ฮันกยองนั่งดื่มเหล้าสักแก้วสองแก้วก็รู้สึกง่วงหนักว่าเดิม เขาจึงตัดสินใจที่จะเข้านอนเพื่อเตรียมรับมือกับวันพรุ่งนี้ ร่างสูงทิ้งตัวลงเตียงแล้วแทบจะหลับสนิททันที เพราะความเหนื่อยอ่อนที่สะสมมาหลายวัน เนื่องจากการเปิดดอกเหมยแดงเพื่อลงชื่อจะทำทุก 5 ปี ดังนั้นเขาจึงต้องรอบคอบอย่างมากที่จะเลือกเครื่อข่ายเพื่อเสริมอำนาจไม่ใช่เพื่อหักหลัง เคบินที่ฮันกยองอยู่เป็นเคบินของพรรคเฮยหลงทั้งชั้น หากไม่มีพาสเวิร์ดของพรรคก็จะไม่สามารถเปิดประตูเข้ามาในเคบินชั้นสองนี่ได้ สายลมเอื่อยๆ พัดเข้ามาพร้อมกับเรือที่โคลงเคลงเล็กน้อย ห้วงนิทราได้พรากเอาสติของฮันกยองไปพร้อมกับความสงบสุขในการพักผ่อน
 
เสียงประตูห้องชายหนุ่มเปิดออกก่อนจะปิดลงอย่างเงียบสนิท ต้องขอบคุณหน้าต่างบานเล็กที่ชายหนุ่มเปิดไว้ ทำให้ผู้บุกรุกไม่ต้องกังวลว่าฮันกยองจะรู้สึกถึงเสียงผิดปกติของประตู ฝีเท้าบางย่างกรายอย่างแผ่วเบาผ่านห้องที่แบ่งไว้เป็นห้องนอนซึ่งคนที่เพิ่งเข้ามามองเห็นร่างสูงนอนหลับสนิทอยู่ ดวงหน้าขาวคลี่ยิ้มพอใจกับภาพที่เห็นก่อนจะค่อยๆ ก้าวไปจนถึงส่วนห้องทำงานที่กั้นขึ้น โดยมีกำแพงกั้นลายมังกรสมศักดิ์ศรีเจ้าของพรรคเสียเหลือเกิน
 
ร่างเพรียวเปิดเครื่องปาล์มของตนที่เชื่อมไวร์เลสกับคอมพิวเตอร์ตัวเองในอีกฟากของตัวเรือ จัดแจงยกคอมพิวเตอร์ของฮันกยองลงกับพื้นไม้ปาร์เก้ต์ แล้วจัดการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทันที ใบหน้าหวานยิ้มเยาะกับพาสเวิร์ดกระจอกๆ ที่ตั้งขึ้นในการป้องกันไม่ให้คนอื่นเปิดเครื่อง นิ้วเรียวจัดการเสียบตัวปาล์มเชื่อมกับโน้ตบุ๊คตัวนี้ และดึงเอาพาสเวิร์ดที่ได้จากการแกะหัวใจมังกรที่เล่นเอาลากเลือดมาใช้ในการเปิดดอกเหมยแดง ภายในหัวใจมังกรเป็นข้อมูลที่บอกคำใบ้ของพาสเวิร์ดที่จะเปิดดอกเหมยแดง ในกรณีที่หัวหน้าพรรคตายก่อนเลือกทายาท คนที่เปิดได้จะได้เป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป ฮีชอลจึงใช้ข้อมูลนี้ในการแกะพาสเวิร์ดในการเปิดดอกเหมยแดงในคอมพิวเตอร์ของฮันกยอง
 
"หึหึ กะแล้วว่าต้องเอามันออกจากเครื่องคยูฮยอนมาไว้กับตัวเอง มังกรหวงไข่จริงๆ เลยนะ" พึมพำกับตัวเองเบาๆ แล้วจัดแจงพิมพ์พาสเวิร์ดที่แกะได้ลงไป เรื่องแกะพาสเวิร์ดนี่เขาถนัดนักแต่มาเจอดอกเหมยแดงนี่แหละที่ยากขั้นหิน พาสเวิร์ดกระจอกที่เอาไว้กันคนเข้าเคบินของพรรคเฮยหลงที่เขาแกะเข้ามาเมื่อตอนหัวค่ำนี่เทียบไม่ได้เท่าขี้ฝุ่นเลย
 
กรอบสีแดงเด้งขึ้นมาพร้อมบอกว่าพาสเวิร์ดผิดพลาด คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนยุ่ง ไม่เข้าใจว่าที่แกะมาได้มันผิดตรงไหน ฮีชอลลองพาสเวิร์อีกครั้งแต่กรอบข้อความเดิมก็ยังเด้งขึ้นมาอีก นิ้วเรียวจัดการลองเช็คพาสเวิร์ดเพื่อดูข้อผิดพลาดแต่ก็ยังไม่เข้าใจ
 
"พาสเวิร์ดคือ..คิม ฮีชอล.." เสียงทุ้มกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูของคนที่กำลังสติเสียเพราะแก้พาสเวิร์ดไม่ได้สักที คนตัวเล็กแทบหัวใจหยุดเต้นเมื่อได้ยินเสียงนั่น ดวงตากลมโตเบิกโพลงแล้วรีบเด้งตัวตีลังกาข้ามไปอีกฟากของคอมพิวเตอร์ทั้งที่ขายังไม่หายดีนัก
 
"คิดว่ายานอนหลับของนายในเหล้าชั้นจะใช้ได้ผลหรือไงที่รัก" เสียงนุ่มนั้นเอ่ยอย่างยียวน ใบหน้าหล่อดูโหดมากเวลานี้เพราะโกรธที่ฮีชอลกล้าบุกเข้ามาขโมยดอกเหมยแดงจากเขาไปอีก
 
"ชั้นกินเหล้าเก่งขนาดไหนนายน่าจะรู้นะ แถมเหล้าขวดนั้นดันเป็นเหล้าชั้นดีเสียด้วย หากมีใครใส่อะไรลงไปมันจะเปลี่ยนสีภายในยี่สิบนาที เป็นเหล้าที่ปลอดภัยที่สุดที่ชั้นถูกฝึกให้ดื่มตั้งแต่เด็ก" กระตุกยิ้มเยาะที่เขาแก้แผนคนตัวเล็กได้ชะงัด ฮีชอลรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง ร่างบางกัดริมฝีปากตัวเองพลางคิดหาทางรอด ถ้าต้องสู้ก็เอาวะ
 
"ว่าไงล่ะ ได้ของที่เจย์มันให้มาเอาไปหรือยัง" เขายังไม่เลิกกวนประสาทต่อขณะค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้ และฮีชอลเองก็ถอยออกไปเรื่อยๆ จนจะชิดกำแพง
 
"นายแก้พาสเวิร์ดเมื่อไหร่" เรียวปากอิ่มเอ่ยถาม เพราะแม้เขาจะเจาะเข้าข้อมูลดอกเหมยแดงไม่ได้แต่เขาก็สามารถเกาะติดสถานะของตัวข้อมูลได้ผ่านการแฮคจากเครื่องคยูฮยอน และมันไม่มีรายงานว่ามีการแก้ไขใดๆ กับตัวข้อมูล
 
"เปล่านี่.." ยิ้มอย่างคนชนะก่อนจะเอ่ย
 
"เพราะที่อยู่ในคอมนั่นไม่ใช่ดอกเหมยแดงต่างหาก นายได้พาสเวิร์ดที่ถูกแล้วแหละ" ฮีชอลรู้สึกหน้าเสียกว่าเดิมที่พลาดท่าโดนฮันกยองหลอกเพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มจะแก้เกมส์เขาได้เร็วขนาดนี้
 
"คิดว่าตัวเองจะชนะชั้นได้สินะคิม ฮีชอล" ร่างสูงพูดจบก็ตรงเข้าล็อคตัวฮีชอลเอาไว้ แขนหนาดันผนังห้องโดยมีคนตัวเล็กถูกกักไว้ในวงแขนของเขา ฮีชอลมองร่างสูงตาขวางก่อนจะยกเข่าขึ้นกระแทกเข้ากับหน้าท้องของชายหนุ่มเต็มแรงแล้วผลักฮันกยองออก
 
ชายหนุ่มกุมหน้าท้องของตัวเองเล็กน้อยก่อนจะกระโจนเข้าหาฮีชอล เขาคว้าข้อมือเล็กไว้แต่ฮีชอลสะบัดออกก่อนจะซัดสันมือเข้าใส่หน้าฮันกยองแต่เขาก็รับมันไว้ได้ คนตัวเล็กใช่จะไม่เคยเรียนศิลปะป้องกันตัว เขาได้รับการฝึกฝนทุกอย่างทั้งมวย คาราเต้ ยูโด และเทควันโด้ ฮีชอลทิ้งน้ำหนักตัวลงขาข้างที่เจ็บแล้วเอี้ยวตัวหันหลังถีบเท้าอีกข้างที่ยอดอกของฮันกยอง ชายหนุ่มล้มลงทันที ใบหน้าหวานได้ทีรีบยิ้มเยาะแล้วตั้งท่ากำหมัดเตรียมตัวซัดฮันกยองต่อ ร่างสูงยืนขึ้นก่อนจะเล็งไปที่ท้องน้อยของฮีชอลแล้วต่อยเข้าไปอย่างรวดเร็ว คนตัวเล็กจุกขึ้นมาทันทีแต่กัดฟันเหวี่ยงหมัดใส่หน้าหล่อเต็มแรง นิ้วเรียวเช็ดเลือดที่มุมปากของตนก่อนจะตรงเข้าตะครุบตัวร่างเล็กที่ยืนอยู่ตรงหน้า ฮีชอลก้มหลบอย่างรวดเร็วจนชายหนุ่มเซไปข้างหน้า ก่อนจะหันกลับมาถีบหลังชายหนุ่มให้ล้มลง ฮีชอลรีบวิ่งไปคว้าเครื่องปาล์มของตนที่อยู่บนพื้นก่อนจะรีบวิ่งไปที่ประตู มือหนากระชากไหล่มนให้หันกลับมาแล้วดันติดประตูแทรกขาเรียวเข้าตรึงคนตัวเล็กเอาไว้ไม่ให้หลุดไปได้ ฮีชอลดิ้นสุดชีวิตเอาหัวกระแทกเข้ากับไหปลาร้าของฮันกยอง ชายหนุ่มถอยตัวออกแต่ก็ไม่ยอมแพ้ตรงเข้ารวบตัวฮีชอลจากด้านหลัง แขนหนากอดตัวร่างบางไว้แน่นฮีชอลไม่สามารถขยับตัวได้นอกจากดิ้นส่ายหัวไปมา เมื่อถึงคราวตาจนคนตัวเล็กก็ต้องหาทางเอาตัวรอด เท้าเล็กกระทืบลงบนเท้าของฮันกยองอย่างแรงแล้วโถมตัวออก แต่ร่างสูงกลับไม่ยอมปล่อยมือออกจากตัวคนที่ฤทธิ์มาก ฮีชอลสะดุดกับพื้นไม้แล้วลงเป็นโอกาสดีให้ฮันกยองตรึงร่างเล็กไว้กับพื้นได้
 
"ฤทธิ์เยอะจริงๆนะ" ฮันกยองพูดอย่างหัวเสียทั้งๆที่คร่อมตัวฮีชอลไว้อยู่
 
"ปล่อยชั้นนะ!" ตะคอกใส่แล้วก็ดิ้นแม้จะรู้สึกหนักที่น้ำหนักตัวของฮันกยองทาบทับอยู่บนตัว
 
"เวลานายเจอหน้าชั้นจะพูดคำอื่นเป็นมั้ยนอกจากคำว่าปล่อย" เลิกคิ้วถามกวนๆแต่ใบหน้านั้นกลับไม่ยิ้มเลย เขาดูดุดันเพราะความโกรธจากการกระทำของฮีชอล
 
"ก็เลิกแตะตัวชั้นซะทีสิ ปล่อยสิ!" แหวใส่และยังไม่หยุดดิ้น
 
"ไม่ให้ชั้นยุ่งกับนายแล้วนายมายุ่งกับชีวิตชั้นทำไมห๊ะฮีชอล? ไม่ชอบใจที่ชั้นแตะเนื้อต้องตัวแล้วจะหาเรื่องให้ชั้นต้องจัดการกับนายทำไม?" ยิ่งถามก็ยิ่งโมโหที่ฮีชอลไม่รู้จักเข็ด
 
"ก็ชั้นต้องการจะทำลายนาย ทำลายพรรคห่วยๆ ของนายที่พรากครอบครัวชั้นไป ชั้นยอมทำทุกอย่างที่เจย์สั่งให้ชั้นทำเพื่อร่วมมือกันกำจัดนาย" คำตอบของฮีชอลยิ่งทำให้ฮันกยองโกรธปนรู้สึกผิด ร่างสูงรวบมือฮีชอลไว้ด้วยมือเดียวอีกมือทุบกับพื้นห้องเต็มแรงด้วยความอัดอั้น
 
"นายรู้อะไรมั้ย? ในโลกของมาเฟีย ถ้าเราไม่กำจัดเขา เขาก็ต้องกำจัดเรา ฆ่าให้เร็วที่สุดและฆ่าอย่าให้เลือกซาก" ฮันกยองเอ่ยเบาๆ ดวงตากลมที่สั่นระริกไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มหมายความว่าอย่างไร
 
"แต่นายคือความผิดพลาดที่ชั้นก่อไว้ ถ้าพ่อชั้นคิดจะกำจัดครอบครัวนาย ชั้นก็ไม่ควรปล่อยนายรอดกลับมากัดชั้น" ดวงตาคมหรี่ลงกรีดและเชือดเฉือนราวกับมันเป็นใบมีด ถ้าฆ่าเขาให้ตายคามือได้ฮีชอลก็คิดว่าฮันกยองคงทำไปแล้ว
 
"ชั้นจะต้องทำลายพวกนายให้ได้ ชั้นจะแก้แค้นให้ครอบครัวชั้น!" กรีดร้องออกมาเพราะความเจ็บปวดที่ฝังลึก แค่มองลงไปในดวงตาเรียวก็รู้แล้วว่าชายหนุ่มชิงชังเขาขนาดไหน
 
"แล้วนายจะฆ่าชั้นมั้ย?..." คำถามนี้เล่นเอาคนตัวเล็กที่กรีดร้องอยู่นิ่งสนิท คำตอบนี้เขารู้ดีอยู่แกใจตัวเองอยู่แล้ว ต่อให้เกลียดฮันกยองมากแค่ไหนแต่เขาก็ฆ่าคนที่เขารักไม่ลงหรอก...ยังไงก็ทำไม่ลง
 
"ถ้ามันจำเป็น.." ฮีชอลตอบ จ้องลึกลงไปในดวงตามังกรที่ห่างใบหน้าหวานเพียงเสี้ยว แต่สิ่งที่สะท้อนให้เขาเห็นกลับเป็นความขมขื่นที่พยายามเก็บไว้ภายใต้ดวงตาที่ดุดันนั้น

                
"ทำไม..ทำไมนายไม่ยิงชั้นไปเลยตั้งแต่วันนั้น?" ฮันกยองส่ายหัวไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าฮีชอลจะปล่อยให้เขาทรมานทำไม ถ้าอยากฆ่า ทำไมไม่ฆ่าให้ตายไปเลย ทำแบบนี้เขาเองไม่อยากเป็นคนที่ต้องกำจัดคนตัวเล็กออกไป
 
"ฆ่านายง่ายๆ ก็ไม่สนุกสิ ชั้นจะทำให้นายไม่เหลืออะไร เหมือนที่ชั้นเคยเจอ" ริมฝีปากอิ่มปิดลงพร้อมคำอาฆาต ใบหน้าหล่อกวาดสายตามองฮีชอลแล้วส่ายหัวก่อนจะยิ้มออกมาอย่างสมเพชตัวเอง
 
"นายทำสำเร็จแล้วฮีชอล..สำเร็จตั้งแต่วันที่นายก้าวออกจากชีวิตชั้นไป ชั้นไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะนายคือสิ่งเดียวที่ชั้นมี" คำพูดของฮันกยองทำเอาคนตัวเล็กตกใจ ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะพูดอะไรอย่างนี้ทั้งๆ ที่ฮันกยองกำลังจะฆ่าเขาเพราะถูกจับได้ หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะ รู้สึกสะท้านแปลกๆ แต่ก็พยายามเก็บอาการ เพียงแต่แววตาของฮีชอลดันเปิดเผยความรู้สึกทั้งหมดออกไปแล้ว ดวงตากลมโตสะท้อนอยู่ในแววตาสีนิลที่เขาจ้องมอง ฮันกยองเลื่อนหน้าลงมาใกล้อีกก่อนจะพูดอย่างเจ็บปวดว่า
 
"แล้วตอนนี้ชั้นก็ตายแล้วด้วย..ตายทั้งเป็น.." พูดจบชายหนุ่มก็ทิ้งทิฐิตัวเองแล้วซบลงที่ซอกคอคนตัวเล็ก รู้สึกทรมานกับชีวิตของตัวเอง ทรมานเพราะคนด้านใต้ที่ทำให้เขาเจ็บปวด เขาหมดแรงจะทำอะไรแล้ว ไม่มีแรงแม้แต่จะก้าวเดินต่อไป
 
"ฮันกยอง..." ร่างเล็กพึมพำเรียกชื่อเขาเบาๆ รู้สึกแปลกๆ ที่ถูกฮันกยองกอดเอาไว้แบบนี้และซบลงราวกับไม่มีที่พึ่ง น้ำหนักตัวของร่างสูงทำเอาเขาแทบหายใจไม่ออกแต่ถึงกระนั้นเขาเองกลับไม่รู้สึกรังเกียจ
 
"นาย..เคยเกลียดชั้นที่ชั้นใช้กำลังรุนแรงกับนาย...นายเคยด่าว่าชั้นที่ทำร้ายนาย.." อยู่ดีๆ คนตัวสูงที่ซุกตัวอยู่ราวกับเด็กก็พึมพำขึ้นมา
 
"แต่สิ่งที่ชั้นจำได้เกี่ยวกับนายกลับเป็นรอยยิ้มเล็กๆ ดวงตากลมๆ บนใบหน้าหวานๆ นายเคยเช็ดผมให้ชั้นแล้วบอกว่าอย่านอนดึก นายเคยเช็ดตัวให้ชั้น ทำแผลให้ชั้น นายบอกชั้นว่าอย่ากินเหล้าเพราะมันไม่ดีต่อสุขภาพ นายบอกชั้นว่าอย่าสูบบุหรี่เพราะจะทำให้ชั้นตายเร็วกว่าเดิมและจะไม่ได้อยู่กับนาย นายเคยบอกชั้นว่านายจะคอยอยู่เป็นเพื่อนชั้น เพราะไม่ใช่ชั้นที่อยู่คนเดียวบนโลกที่โหดร้ายใบนี้ นายบอกชั้นว่านายเป็นของชั้นและจะยอมให้ชั้นกอดได้คนเดียว นายบอกชั้นว่านายรักชั้นและไม่ยอมให้ชั้นตายจากนายไป...และนายเป็นคนบอกชั้นเองไว้ว่า.." เขาค่อยๆ พูดไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าคนตัวเล็กที่กอดไว้กำลังตัวสั่น เพราะฝืนน้ำตาจากรักที่เป็นไปไม่ได้ของตนกับฮันกยอง
 
"ไม่ว่านายจะอยู่ที่ไหน ตรงไหนในโลก หรืออยู่กับใคร หัวใจนายและร่างกายของนายจะยังคงเป็นของชั้นเสมอ..นายบอกให้ชั้นจำไว้...และชั้นก็จำมันได้ติดใจ.." ใบหน้าหล่อยกขึ้นพร้อมกับน้ำใสๆ ที่คลอเล็กน้อย การที่ลูกผู้ชายจะยอมเสียน้ำตาให้อะไรสักอย่างมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเพราะฮีชอล..ฮีชอลคนเดียวที่คนอย่างฮันกยองกล้าจะแสดงความอ่อนแอให้เห็น
 
"นายไม่รักชั้นแล้วเหรอ?" ชายหนุ่มเอ่ยถามเบาๆ ฮีชอลทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว แม้เขาเองจะทิฐิสูงขนาดไหน แม้จะโกรธจะเกลียดคนตรงหน้าขนาดไหนที่เป็นคนพรากครอบครัวเขาไป แต่สิ่งที่ฮันกยองให้เขามาคือความรักที่เขาเองคงไม่สามารถหาใครที่พร้อมจะรักเขาได้ขนาดนี้ และตัวเขาเองก็คงไม่สามารถรักใครได้นอกจากฮันกยอง เพราะเขาถูกสาป..ถูกสาปให้เป็นตราบาปของฮันกยอง..ที่ต้องอยู่ติดตัวฮันกยองไปตลอดชีวิต
 
"อย่าพูดแบบนี้ได้มั้ย อย่าถามชั้นแบบนี้" ฮีชอลกัดริมฝีปากแล้วเอ่ย น้ำใสๆ ไหลจากดวงตากลมบ้าง
 
"ชั้นก็แค่อยากรู้..เพราะหลังจากวันนี้ไป..เราคงจะไม่ได้เจอกันตลอดชีวิต" ฮันกยองเอ่ยอย่างขมขื่น เขาอยากจะรั้งคนตัวเล็กเอาไว้ให้อยู่กับเขามากแค่ไหน ก็คงทำไม่ได้ถ้าหากฮีชอลไม่ยอม เขาเองก็ไม่มีหน้าพอจะหวงฮีชอลเอาไว้คนเดียว
 
"นายมันบ้าฮันกยอง! บ้า! บ้าที่สุด! นายจะมาเอาอะไรกับคนอย่างชั้น นายเองก็ไม่ได้รักชั้นเหมือนกันนี่ตอนนี้ นายคงจะมีคนใหม่ไปแล้วหลังจากที่ชั้นออกจากชีวิตนายไป แล้วนายจะมาถามทำไมว่าชั้นยังรักนายอยู่หรือเปล่า!" ฮีชอลตะโกนใส่หน้าเขาไม่ยั้งพร้อมธารน้ำตาที่ไหลเปรอะใบหน้าสวย
 
"ไม่รักกันแล้วจริงๆ เหรอ?" น้ำเสียงนุ่มๆ ที่ฟังดูทรมานและสายตาอ้อนวอนของร่างสูงทำให้ฮีชอลโกหกไม่ออก ยังไงก็ไม่สามารถฝืนคำว่า "ไม่รัก" ให้ออกไปได้
 
"ไม่..อึก..ไม่รัก..ฮือๆ..น้อยกว่าเดิม" ฮีชอลเบือนหน้าหลบทันทีที่ตอบไปอย่างแผ่วเบา เขาจะกล้ามองหน้าฮันกยองได้อย่างไรในเมื่อเขาแหกปากประกาศกร้าวว่าเกลียดและเป็นศัตรูกับคนตรงหน้านี้ เพียงแต่หัวใจเขามันยังไม่เลิกรักคนคนนี้ต่างหาก
 
"ผมรักคุณนะฮีชอล รักมากกว่าเดิมด้วย.." ตอนนี้ฮันกยองแทบลืมไปหมดแล้วว่าโกรธที่คนตัวเล็กเข้ามาขโมยดอกเหมยแดงและทำให้เขาโมโห สิ่งที่ฮันกยองได้ยิน สัมผัส และรู้สึกได้คือฮีชอลอย่างเดียวเท่านั้น เท่านั้นจริงๆ..
 
"พอชั้นเสียนายไปมันยิ่งทำให้ชั้นรู้ว่านายไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิตชั้น แต่เป็นชีวิตของชั้นต่างหาก..และมันทำให้ชั้นรักนายมากกว่าเดิม ทรมานกว่าเดิม"
 
"ขอบคุณนะฮีชอล.." ว่าแล้วก็ค่อยๆ ถอยห่างคนตัวเล็ก ร่างสูงลุกขึ้นจากร่างบางปล่อยมือที่รวบข้อมือเล็กไว้แล้วนั่งนิ่ง แค่นี้ที่เขาต้องการ แค่อยากจะรู้ว่าฮีชอลยังรักเขาอยู่มั้ย แค่นี้มันก็พอแล้วจริงๆ
 
ฮันกยองยืนขึ้นแม้จะสุขทั้งๆ ที่ปวดร้าวแต่ก็เป็นเพราะชะตาชีวิตที่เลือกไม่ได้ เขาจึงจำเป็นต้องหันหลังให้กับความรักที่ตัวเองมี ร่างสูงตัดสินใจจะปล่อยคนตัวเล็กไปจึงคิดจะออกจากห้อง คนที่ลอบเข้ามาแล้วก็ต้องจนมุมหัวใจตัวเองคว้าแจ๊กเก็ตของฮันกยองที่ถอดทิ้งไว้ขึ้นปาใส่หลังร่างสูงเต็มแรง
 
"ไอ้บ้า! มาพูดแบบนี้แล้วคิดจะหันหลังเดินออกไปเนี่ยนะ ฮันกยองชั้นเกลียดนายที่สุด! เกลียดๆๆๆ" ฮีชอลกรีดร้องด้วยความอัดอั้น โมโหที่ตัวเองยอมใจอ่อนเอ่ยคำคำนั้นออกไปอีกแล้วทั้งๆ ที่ไม่ต้องการให้ชายหนุ่มรู้ แล้วดูท่าทีนั่นสิ ปากบอกว่ารักกันแต่ก็ยอมปล่อยมือไปง่ายๆ
 
ชายหนุ่มหันกลับมาด้วยสายตาไม่เข้าใจกับท่าทีของฮีชอลแล้วเอ่ยถาม
 
"แล้วนายจะให้ชั้นทำยังไง ในเมื่อชั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ข้างนายหรือจะแตะต้องนาย" ฮีชอลกำมือแน่นฝืนน้ำตาที่ไหลลงมาจนมันหมดไปแล้ว ใบหน้าหวานยืนจ้องมองฮันกยอง ใช้สายตาเป็นคนพูดแทน ร่างเพรียวสั่นเบาๆ ก่อนจะเอ่ยพลางก้มหน้าลง
 
"กอดชั้นสิ..กอดชั้นสิถ้านายรักชั้น..กอดชั้นสิ.." หยาดน้ำตาไหลลงผ่านแก้มนวลเพราะรู้แน่ว่าคนตัวสูงคงจะเดินออกไป มือเล็กกำแน่นกว่าเดิมรู้สึกแย่ที่ต้องเป็นคนเอ่ยแบบนั้นออกไป
 
ฮันกยองกัดริมฝีปากแล้วเอามือลูบหน้าตน ร่างสูงกระแทกฝ่ามือลงกับผนังห้องจนฮีชอลแทบสะดุ้งไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มเป็นอะไร ร่างบางตัวแทบปลิวเมื่ออยู่ดีๆ มาเฟียหนุ่มก็ตรงเข้ามาแล้วกระชากตัวเขาเข้ามาจูบอย่างรุนแรง
 
ความต้องการที่เก็บเอาไว้มันสะสมลึกลงไปในหัวใจคนทั้งคู่ แต่พอได้สัมผัสมันก็ไม่ต่างจากเอาไม้ขีดไฟไปวางไว้ที่กองฟางซึ่งชุ่มไปด้วยน้ำมัน ดวงหน้าหวานเชิดขึ้นพร้อมรับสัมผัสจูบที่ร้อนแรงเพราะโหยหาอย่างเต็มใจและไม่ขัดขืน แผ่นเนื้อที่เกี่ยวพันต่างพยายามจะเติมเต็มให้อีกฝ่ายจบแทบจะหมดลมไปกันทั้งคู่ ฮันกยองคิดถึงฮีชอลเหลือเกิน..คิดถึงริมฝีปากอิ่มและเสียงหวานที่ครางเบาๆ ยามที่เขาสัมผัสและแตะต้อง ร่างสูงดันคนตัวเล็กไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีร่างเพรียวก็แนบชิดอยู่กับพื้นเตียงโดยปราศจากอาภรณ์ใดๆ ปกป้อง ฮีชอลกระชากร่างสูงที่เพิ่งถอดเสื้อเชิ้ตแขนยาวออกเข้าหาแล้วจูบชายหนุ่มเอง แม้จะพยายามห้ามตัวเองแค่ไหนแต่พอได้ลิ้มลองแล้วเขาเองก็ห้ามใจไม่เคยได้ ยอมรับว่าหลงใหลในบทรักของฮันกยองจนถอนตัวไม่ขึ้น
 
ผิวเนื้อขาวขึ้นสีอ่อนยามที่ริมฝีปากบางไล่จูบไปเรื่อยราวกับพร่ำบอกคำรัก คนตัวเล็กบิดกายไปมาเมื่อชายหนุ่มสัมผัสเข้าที่จุดไวต่อความรู้สึก ไม่มีใครรู้จักร่างกายของฮีชอลดีเท่ากับฮันกยองอีกแล้ว แม้ครั้งสุดท้ายที่ได้แตะต้องตัวกันมันจะนานแสนนานมาแล้ว และครั้งนั้นฮันกยองเองก็ขืนใจร่างเล็กไม่ใช่ความเต็มใจเหมือนคราวนี้
 
สัมผัสนุ่มละมุนแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรงเรื่อยๆ ยามที่ได้ยินเสียงหวานครวญครางออกมา ริมฝีปากอิ่มเผยออกและหายใจติดขัด ขณะที่ร่างสูงกำลังหยอกล้อกับท่อนเนื้อนิ่มที่สะสมความรู้สึกและความต้องการของตนเองไว้ มือเล็กขยุ้มผมสีดำสนิทเพื่อระบายความรู้สึกสุขสม ฮันกยองเองก็หิวกระหายจนแทบทนไม่ไหว แม้ว่าเขาจะไม่ได้อดอยากในเรื่องพรรค์นี้ แต่ร่างกายที่เขาคิดถึงและต้องการกลับเป็นคนคนนี้ที่เขาสัมผัสอยู่เพียงคนเดียว กว่าที่ฝันของเขาจะเป็นจริงก็ทำให้ชายหนุ่มแทบคลั่งได้ง่ายๆ เมื่อได้ลองสัมผัสมัน
 
ร่างสูงปรนเปรอความต้องการให้ฮีชอลผ่านเรียวปากนุ่มที่ดูดดึงกันไม่ห่าง ขาเรียวแยกออกจากกันเมื่อฮันกยองลองใช้นิ้วเรียวสำรวจทางรัก และรู้สึกได้ว่าฮีชอลคงไม่เคยได้นอนกับใครนอกจากเขาตั้งแต่วันนั้น ร่างกายของคนตัวเล็กรู้สึกอย่างรวดเร็วเพียงแค่นิ้วเรียวกดสัมผัส แค่นี้ฮีชอลก็แทบดิ้น ริมฝีปากบางจูบซับความคิดถึงที่มีผ่านหน้าผากมน คิ้วเรียว และจมูกโด่ง ชายหนุ่มชักมือออกเพื่อแทรกกายตนเองเข้ารวมกับคนตัวเล็กจนเป็นหนึ่งเดียว
 
"อ๊ะ..ฮันกยอง.." นิ้วเล็กจิกเข้าที่แผ่นหลังทันทีเมื่อโดนรุกล้ำด้วยสิ่งที่คุ้นเคยแต่ใหญ่กว่านิ้ว ฮีชอลรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกแต่ก็เป็นได้ไม่นานเมื่อความรู้สึกสะท้านจากอารมณ์รักเข้ามาแทนที่เพราะชายหนุ่มเริ่มขยับตัวพร้อมรสจูบที่แสนหวานราวน้ำผึ้งที่มอบให้
 
"ฮีชอล..ชั้นทำไม่ได้ ชั้นไม่รักนายไม่ได้.." ร่างหนาพึมพำไปด้วยทั้งๆ ที่กระแทกกายเพื่อใช้ร่างกายบอกเป็นภาษารัก ฮีชอลเองก็พร้อมจะตอบรับถ้อยคำเหล่านั้นด้วยร่างกายของตนเอง มือหนาที่สัมผัสไปทั่วผิวเนียนนุ่มมือเคลื่อนเข้าหาหว่างขาด้านหน้าก่อนจะค่อยๆสัมผัสมัน เพิ่มความรู้สึกจากทางด้านหน้าและด้านหลัง บทรักดำเนินไปเรื่อยๆ ตามความต้องการของคนทั้งคู่ที่ไม่มีทางจบลงในเกมเดียว ชายหนุ่มปล่อยน้ำอุ่นร้อนพร้อมเช็ดคราบน้ำตาจากใบหน้าสวย ที่ไหลลงมาเพราะสัมผัสที่คับแน่นในตอนแรก ริมฝีปากบางพรมจูบทั่วใบหน้าหวานแล้วกระซิบทั้งๆ ที่หอบเหนื่อยทั้งคู่
 
"อย่าเกลียดชั้นเลยนะ..ชั้นขอโทษ" ฮีชอลเองไม่ตอบอะไร นอกจากยืดตัวขึ้นแล้วประทับจูบลงบนเรียวปากของร่างสูง รอยยิ้มหวานที่ฮันกยองไม่ได้เห็นมานานวาดลงบนดวงหน้าขาว มือหนาลูบหัวร่างเล็กด้วยความรักเกินจะเอ่ย จูบกลับที่หน้าผากมนทั้งๆ ที่ยังคงประสานกายเป็นหนึ่งเดียวอยู่
 
"คืนนี้ คิดซะว่าชั้นเป็นฮีชอลคนเดิมของนายนะฮันกยอง" ร่างเล็กตอบก่อนจะยอมเริ่มบทรักครั้งต่อไปเพราะไฟราคะแห่งความต้องการและสายน้ำแห่งความรักมันยังไม่หมดลง...
 
 
 
กว่าฮันกยองจะพอใจจากการตักตวงจากร่างเล็กก็เล่นเอาเกือบรุ่งสาง ฮีชอลแทบหมดแรงนอนราบอยู่กับพื้นเตียงภายในอ้อมกอดของมังกรที่พรากชีวิตของเขาไป ร่างบางนอนหายใจรวยรินด้วยความเหนื่อยอ่อน พยายามประคองสติของตนเองไม่ให้เผลอหลับเพราะรู้ว่าตนไม่สามารถจะนอนอยู่ในวงแขนแกร่งนี้ยันเช้าได้แน่นอน เขาต้องกลับไปหาเจย์และโรสเพื่อไม่ให้ทั้งสองคนรู้เรื่องเขากับฮันกยอง ฮีชอลนอนมองใบหน้าหล่อที่หลับใหล แม้จะรักคนคนนี้มากแค่ไหนแต่แน่นอนว่าฟ้าคงไม่ได้กำหนดให้เขากับฮันกยองอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เขาเองก็มีทางเดินของเขาที่ต้องโกรธเกลียดฮันกยอง แม้จะพยายามใช้ความรักของเขาลบมันแต่มันก็ไม่เคยหมดไป ความจริงที่ฮันกยองฆ่าพ่อแม่ของเขามันยังตามหลอกหลอนเขาจนถึงในฝัน ใครว่าความฝันโหดร้าย ความจริงเนี่ยสิโหดร้ายมากกว่าหลายเท่านัก
 
นิ้วเรียวยกขึ้นแตะคิ้วหนาเรื่อยลงมาที่จมูกโด่งเป็นสัน ที่ชอบซุกไซ้ซอกคอเขาตลอดเวลาที่ฉวยโอกาสได้ ฮีชอลเผลอยิ้มบางๆ เมื่อนึกถึงนิสัยเอาแต่ใจและชอบฉวยโอกาสของคนคนนี้ นิ้วยาวแตะลงที่กลีบปากตัวเองก่อนจะทาบลงที่ริมฝีปากของฮันกยอง
 
"ไอ เลิฟ ยู" ฮีชอลพึมพำเบาๆก่อนจะหันไปมองนาฬิกาบนผนังที่บอกเวลา 6.30 เขานอนอยู่ในอ้อมกอดของคนคนนี้มาหลายชั่วโมงทั้งๆ ที่มันรู้สึกเหมือนไม่กี่นาที เขาได้เวลาไปแล้วสินะ แต่ทำไมนะ เขาถึงไม่อยากจากอ้อมกอดที่อบอุ่นของวงแขนแกร่งนี่ไปเลย แต่เพราะโชคชะตามันบังคับให้เขาต้องไป
 
คนตัวเล็กค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากใต้ผ้าห่มยกแขนหนาขึ้นวางไว้กับเตียง เขาหันไปมองฮันกยองแล้วยิ้มเล็กๆ ก่อนจะลุกขึ้นแต่งตัว บทรักคืนนี้เขาจะถือว่ามันเป็นความฝันที่แสนดีของเขากับฮันกยองก่อนที่เขาต้องกลับมาเผชิญหน้ากับฮันกยองใหม่ในฐานะศัตรู ร่างบางคว้าเครื่องปาล์มของตนที่อยู่บนพื้นเตรียมจะก้าวจากห้อง แต่หางตาหันไปเห็นคอมพิวเตอร์ของฮันกยองที่เขาคิดว่าชายหนุ่มย้ายดอกเหมยแดงมาเก็บเอาไว้ ไม่รู้อะไรดลใจ ฮีชอลจึงค่อยๆ เดินเข้าไปที่คอมพิวเตอร์เครื่องเดิม และเปิดมันขึ้นพร้อมคลิกไปที่ไฟล์แฟลชนั่นอีกครั้ง กล่องให้กรอกพาสเวิร์ดเด้งขึ้นมา ฮีชอลรู้สึกหวิวๆ ในท้องน้อยของตัวเองก่อนจะลองพิมพ์พาสเวิร์ดที่ฮันกยองบอก
 
"ซี เฮช ยู แอล.." เมื่อพิมพ์ตัวอักษรสี่ตัวสุดท้ายเสร็จก็กดปุ่มเอ็นเตอร์ โปรแกรมตอบรับขึ้นมาทันทีว่าพาสเวิร์ดถูกต้อง ฮีชอลใจหายวาบไม่คิดว่าชายหนุ่มจะเอาชื่อเขามาตั้งพาสเวิร์ดอะไรไว้แม้ว่านี่จะไม่ใช่ดอกเหมยแดงก็เถอะ
 
โปรแกรมไฟล์วิ่งทันทีที่ป้อนรหัสเสร็จ ตัวหนังสือสีแดงวิ่งผ่านกรอบสี่เหลี่ยมซึ่งพื้นหลังเป็นสีดำว่า
 
"My Kim HeeChul ..." ดวงตากลมโตเบิกโพลงกว่าเดิมเมื่อเห็นข้อความ นิ้วเรียวกดปุ่มแฟลชเพื่อดูข้อมูลต่างๆ
 
โปรแกรมที่ฮันกยองสร้างขึ้นและเขาคิดว่ามันเป็นดอกเหมยแดงคือไฟล์ของฮีชอลต่างหาก ทุกอย่างที่เกี่ยวกับฮีชอลฮันกยองจะเก็บเอาไว้ในไฟล์นี้ มีทั้งรูปภาพต่างๆ ทั้งตอนที่ฮีชอลรู้ตัวและไม่รู้ตัวเก็บไว้ในโฟลเดอร์ต่างๆ แยกเป็นวันๆ ใต้รูปแต่ละรูปฮันกยองมักจะพิมพ์ข้อความสั้นๆ ไว้เป็นเชิงบรรยาย แม้บางอันจะทำให้เจ้าตัวที่เพิ่งเห็นรู้สึกหมั่นไส้และหงุดหงิดบ้างที่ฮันกยองแอบว่าเขา แต่ภาพเหล่านี้โดยเฉพาะเวลาที่เขาไม่ทันตั้งตัว มักจะเป็นภาพตอนที่เขากำลังเหม่อหรือคิดอะไรอยู่ ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันฮันกยองได้เก็บบันทึกเอาไว้ทุกอย่าง นอกจากรูปภาพแล้วยังมีไฟล์วีดีโอที่เขาเคยอัดเล่นกับชายหนุ่ด้วย หรือบางอันฮันกยองเองก็เป็นคนถ่ายฮีชอลเอง คนตัวเล็กอยากจะดูไฟล์ทั้งหมดแต่กลัวว่าอาจจะทำให้ฮันกยองตื่น ฮีชอลยังรู้สึกตกใจไม่หายที่ไฟล์ที่เขาคิดว่าจะเป็นดอกเหมยแดงกลับกลายเป็นไฟล์ของเขาไปได้ นิ้วเรียวเสียบปาล์มเข้ากับตัวคอมพิวเตอร์แล้วก๊อปปี้ข้อมูลในโปรแกรมนี้ไปเพื่อเปิดดู เมื่อถ่ายโอนเสร็จมือเล็กก็สั่นเบาๆ เพราะรู้สึกถึงความรักที่ฮันกยองมีให้ตนเอง แม้จะชอบเอาแต่ใจ แต่คนคนนี้ก็รักฮีชอลมาก แม้จะไม่ได้ทำให้ฮีชอลเห็น แต่คนคนนี้ก็รู้สึกตลอดเวลา ใครจะไปคิดว่าไอ้มังกรบ้าเลือดนี่จะมีมุมโรแมนติคกับชาวบ้านเป็น วันๆ เห็นเอะอะก็ขึ้นเสียง กินเหล้า ใช้กำลัง เอาแต่ใจที่สุด ใครจะไปคิดว่ามังกรตัวนี้จะกลายเป็นงูเล็กที่แสนเชื่อง และรักคนรักของมันขนาดนี้
 
ฮีชอลปาดน้ำตาของตัวเองทิ้งแล้วลุกขึ้นเดินไปที่ประตู ใบหน้าหวานหันกลับไปมองคนที่หลับสนิทอีกครั้งก่อนจะปิดประตูลง เมื่อฮันกยองลืมตาขึ้นเขาก็จะต้องพบว่าฮีชอลที่รักของเขาคือศัตรูที่เขาต้องกำจัดทิ้ง หากปล่อยเอาไว้ก็มีแต่จะสร้างปัญหามากกว่าเดิม
 
วันสุดท้ายบนเรือสำราญนี่คือวันที่ตัดสินชะตาชีวิตคนนับร้อยรวมถึงฮันกยองและฮีชอลเองด้วยเช่นกัน...
 
ว่าพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไป...อย่างไร

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

edit @ 15 Oct 2009 11:19:37 by zarmintz aka HXH

edit @ 18 Nov 2009 23:39:08 by zarmintz aka HXH

:: Savagely Madden Ch.14 ::

posted on 15 Oct 2009 10:57 by zarmintz  in SavagelyMadden
 
ฮีชอลเองแม้จะพยายามดิ้นรนขนาดไหน แต่พอสัมผัสร้อนที่รุนแรงค่อยๆแผ่วเบาลง เขาก็เผลอไผลไปตามการเรียกร้องนั้น แม้จะยังพยายามขืนตัวเองออกจากใต้อกแกร่ง แต่ดูเหมือนคนตัวสูงจะไม่มีทางยอมโดยเฉพาะเมื่อเวลาที่มังกรหนุ่มกำลังโมโหด้วยพายุอารมณ์เช่นนี้
 
"ฮันกยอง! ปล่อยชั้น! อ๊ะ..อา..." ร่างเล็กตะโกนใส่ทุกครั้งที่มีโอกาสเปิดปากพูดออกมาเป็นคำพูดปกติได้ แต่มันมักจะแทนที่ด้วยเสียงครางเพราะสัมผัสที่หยาบกระด้างทุกครั้งไป
 
ฮันกยองโกรธคนตัวเล็กมากขนาดที่ไม่รับรู้อะไรแล้วทั้งนั้น  สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือให้ฮีชอลรู้สึกเจ็บเหมือนเขาบ้างและไปไหนจากเขาไม่ได้ แม้ว่าปากเขาเองจะเป็นคนไล่ฮีชอลไป แต่ใจเขากับบอกตัวเองให้ดึงคนตัวเล็กนี้ไว้ตลอดกาล
 
"อย่านะ! ไม่! อ๊ะ..เจ็บนะ! อ๊าาาาาาาาาาา..." เสียงหวานกรีดร้องทันทีที่ร่างสูงสอดใส่เข้าไปทั้งๆที่ไม่มีการเบิกทาง คนตัวสูงต้องการเอาชนะ จึงไม่สนใจว่าฮีชอลจะร้องห้ามแค่ไหน
 
"เคยบอกแล้วไง ว่าเจ็บแค่นี้ไม่ตายหรอก" ฮันกยองกระชากเสียงตอบ ใบหน้าหล่อที่เรียบเฉยจ้องมองใบหน้าหวานที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ ทั้งคู่แทบจะใช้สายตาคุยกันเมื่อสบสายตา
 
ฮันกยองกำลังโกรธ  ดวงตามังกรของร่างสูงจึงดูราวกับเพลิงไหม้ที่แผดเผาทุกอย่างตรงหน้า และตอนนี้มันกำลังหลอมละลายฮีชอลจนไม่เหลือชิ้นดี
 
ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ น้ำใสๆที่พยายามกล้ำกลืนไว้มันจะไหลลงทุกเมื่อหากเขาไม่กัดฟันและฝืนเอาไว้ ทั้งที่ในใจคงนับไม่ไหวว่าตนร้องไห้ไปกี่ครั้งแล้วก็ตาม
 
"ฮัน ..อึก..เจ็บ.." ฮีชอลร้องบอกด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลง เมื่อคนด้านบนทาบทับจนชิดแน่นและเริ่มขยับตามความต้องการตน ไม่ได้สนว่าคนที่ถูกกอดจะทรมานแค่ไหน
 
ร่างสูงย้ำกายเร็วและแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนพยายามระบายอารมณ์โมโหของตนให้หมดไป ร่างสวยเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามฝืนเสียงครางเอาไว้ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา
 
ฮันกยองไม่ได้ทำตามความต้องการของร่างเล็ก ไม่เอ่ยถาม และไม่ยอมปล่อยให้ฮีชอลได้พูดอะไร เขาใช้กำลังบังคับฮีชอลจนในที่สุดเขาก็เสร็จสมสมใจอยาก พร้อมกับคนในอ้อมกอดตนที่ยับเยินไม่เหลือชิ้นดี
 
ร่างหนาหอบหายใจแรงจากวิธีการระบายอารมณ์โกรธและน้อยใจของตัวเอง คนด้านล่างตาแดงก่ำเพราะพยายามฝืนน้ำใสๆเอาไว้ แต่ถึงจะฝืนยังไงดวงตาที่แสนเจ็บปวดคู่นั้นก็ร้องไห้ออกมาอยู่ดี เจ็บ..เจ็บ..เหลือเกิน
 
มาเฟียหนุ่มหลับตาแล้วลืมตาขึ้นใหม่ ภาพของฮีชอลที่มองเขาอย่างหวาดกลัวปนเกลียดชังมันกลับมาอีกครั้งและฉายชัดในแววตาของคนตัวเล็ก ฮันกยองจ้องดวงหน้าขาวไม่วางตา คราบน้ำตา รอยเลือดซิบที่มุมปากของร่างเล็กตอนที่เขาเผลอโมโหใช้กำลังเพื่อให้คนตัวเล็กหยุดดิ้น สิ่งที่เห็นตอนนี้มันทำร้ายจิตใจเขาเหลือเกิน ฮีชอลแทบไม่เหลือสภาพของฮีชอลที่สวยงามคนเดิม เพียงเพราะน้ำมือของเขาเอง
 
ฮีชอลกำมือตัวเองแน่น รู้สึกเจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่ที่ร่างกายแต่เป็นที่จิตใจ สุดท้ายฮันกยองก็ทำให้เขาเห็นว่าเขาก็เป็นได้แค่..ของสนองตัณหาของชายหนุ่ม...ไม่เห็นจะต่างจากทงเฮตรงไหน
 
"ได้ดั่งใจแล้วก็ปล่อยสิ ปล่อยชั้น!" คนตัวเล็กตะโกนใส่หน้าพร้อมน้ำตาอุ่นๆ ที่มันไหลลงมาอาบแก้มนวลที่มีรอยช้ำอีกครั้ง วงแขนแกร่งของฮันกยองยังคงล็อคเขาเอาไว้ ไม่ยอมปล่อยไปไหน
 
นิ้วเรียวหนาค่อยๆ ยกขึ้นเบาๆ วางทาบลงที่ใบหน้าหวานซึ่งพยายามส่ายหน้าหนีไม่ให้เขาได้แตะต้อง ร่างสูงรู้สึกผิดเหลือเกิน รู้สึกผิดมากที่ทำแบบนี้ลงไป ทำร้ายจิตใจและใช้กำลังบังคับเอากับคนตัวเล็ก สภาพของฮีชอลที่เขาเห็นมันยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่ เขาทำร้ายฮีชอลอย่างไรก็ไม่ตางจากขยี้หัวใจตัวเองแบบนั้น
 
ฮันกยองพยายามจะเช็ดคราบน้ำตาที่ไหลรินออกมา สัมผัสเบาๆ ที่นุ่มละมุนเล่นเอาคนตัวเล็กสั่นสะท้านเพราะความอ่อนโยนนั้น ซึ่งผิดกับการกระทำรุนแรงเมื่อครู่ น้ำใสๆ มันไหลลงมาอีกครั้งให้ชายหนุ่มต้องเช็ดมากขึ้น ฮันกยองเปลี่ยนจากนิ้วมือเป็นจุมพิตที่ซับน้ำตาแทน ใช่ว่าฮีชอลจะไม่หันหนีแต่พอเรียวปากนั้นแตะต้องที่ใบหน้าเขาอย่างแผ่วเบา มันก็ทำให้ฮีชอลรู้ว่าจูบซับน้ำตานั้นไม่ใช่ความต้องการ แต่เป็นเพียงสัมผัสที่อบอุ่นเพื่อให้เขาไม่ต้องรู้สึกตื่นกลัว
 
ร่างสูงไม่พูดอะไรนอกจากมองหน้าฮีชอลที่ตนรักนิ่ง แววตาคมบอกเรื่องราวทั้งหมดว่าตนรักและหวงแหนคนคนนี้มากแค่ไหน เจ็บปวดมากแค่ไหนหากคนตัวเล็กจะไป ฮีชอลกำมือตัวเองแน่นกว่าเดิม เบือนสายตาออกไม่สบสายตาคู่นั้น ที่จะทำให้เขาใจอ่อนกับคนงี่เง่าอย่างฮันกยอง ร่างบางพยายามจะฝืนความรู้สึกแต่ก็รู้ดีว่า ตนก็รักคนคนนี้มากเช่นกัน
 
"ชั้นทำอะไรลงไป..." เสียงทุ้มพึมพำเบาๆขณะที่แตะปลายนิ้วไปที่ข้างหน้าสวย น้ำเสียงที่อ่อนระโหยโรยแรงบ่งบอกได้ชัดว่าเขาเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
 
"ถ้าไม่รู้ว่าทำอะไรลงไปก็ปล่อยชั้นสิ.." ฮีชอลตอบกลับเริ่มฝืนตัวเองออกจากวงแขนแกร่งนั้นอีกครั้ง ฮันกยองยังคงกอดร่างบางไว้แน่น ริมฝีปากอิ่มเม้มบางเป็นเส้นตรง ไม่มีทางที่เขาจะให้อภัยฮันกยองง่ายๆ
 
"..ฮีชอล..เจ็บมั้ย?" ถามเสียงนุ่มเหมือนจะปลอบ คนที่ถูกถามยิ่งสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ กับการกระทำของชายหนุ่ม
 
"ชั้นจะเจ็บไม่เจ็บนายก็ไม่สนอยู่แล้วนี่ จะมาถามทำไม ปล่อยได้แล้ว! ชั้นจะได้ไปเสียที" คนตัวเล็กว่าเล่นเอาฮันกยองสะอึกไปทันที ที่ฮีชอลยังไม่เลิกล้มความคิดที่จะไปจากเขา
 
"เอ่อ..นาย..เอ่อ..ฮีชอล..."
 
"ชั้นขอโทษ..อย่าพูดแบบนี้สิ ขอโทษนะ แต่อย่าไปเลยนะ.." เมื่อรู้ว่าไม้แข็งรั้งคนตัวเล็กไว้ไม่ได้แน่ ฮันกยองจึงตั้งใจใช้ไม้อ่อนทันที เรียวปากสวยเหยียดหยันก่อนจะแค่นหัวเราะพูดตอกกลับคนนิสัยไม่ดีอย่างฮันกยอง
 
"ไม่ต้องมาตบหัวแล้วลูบหลัง ให้ตายชั้นก็ไม่ให้อภัยนายหรอกที่ทำกับชั้นอย่างนี้..."
 
"ถ้าชั้นมันไร้ค่าสำหรับนาย ก็ไม่ต้องมาพูดแบบนี้"
 
"ฮีชอล..เปล่าสักหน่อย..นายมีค่าสำหรับชั้นนะ" ฮันกยองตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิดกว่าเดิม
 
"ชั้นรักนายนะ.." เขาว่าอย่างแผ่วเบา ฮีชอลดวงตาแข็งกร้าวตะโกนใส่ชายหนุ่มอย่างเจ็บปวด
 
"นายไม่ได้รักชั้นหรอกฮันกยอง! นายก็แค่ต้องการขังชั้นเอาไว้ เอาชั้นไว้เป็นของเล่น เป็นตัวสำรองของนายเวลานายไม่มีใคร นายเห็นชั้นเป็นอะไรชั้นยังเรียกตัวเองไม่ถูกเลย แล้วนายจะให้ชั้นอยู่กับนายต่อไปทำไมห๊ะ!"
 
"โธ่..ฮีชอล..ชั้นขอโทษ..ขอโทษจริงๆ ชั้นไม่ได้ตั้งใจทำให้นายรู้สึกแบบนี้นะ ชั้นก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่านายเป็นอะไรของชั้น.."
 
"แต่ชั้นรู้เพียงว่า...ถ้าขาดนาย..ชั้นต้องตายแน่นอน.." คำตอบแผ่วเบาแต่กังวานไปถึงหัวใจที่บอบช้ำของร่างบาง มือเล็กที่กำแน่นยกขึ้นตวัดตบคนตรงหน้าเต็มแรง คนตัวเล็กตะโกนลั่น ไม่สนใจว่าฮันกยองจะรู้สึกกับตนอย่างไร
 
"งั้นก็ไปตายซะ! นายจะได้รู้รสความเจ็บปวดซะบ้าง นายจะเป็นอะไรชั้นไม่สนใจหรอก" ร่างบางอาศัยจังหวะที่ฮันกยองกำลังอึ้งอยู่ถอยตัวออกจากใต้ร่างสูง คนตัวเล็กรู้สึกระบมไปหมดจากการกระทำที่รุนแรงของชายหนุ่ม แต่ก็กัดฟันพยายามพาร่างของตัวเองคลานมาจนถึงปลายเตียงสูง
 
"ฮีชอล.." คนที่โดนตบโผเข้ากอดรั้งคนตัวเล็กเอาไว้จากด้านหลัง วงแขนแกร่งดึงคนตัวเล็กเอาไว้ด้วยความรู้สึกผิดจากสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงทุ้มพึมพำอย่างเจ็บปวดกับถ้อยคำของฮีชอล แต่ก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งคนที่เขากอดไว้
 
"นายจะโกรธ จะเกลียดชั้นก็ได้ จะด่าว่าทุบตีชั้นยังไงก็ได้..."
 
"แต่ขออย่างเดียว...อย่าทิ้งชั้นไปได้มั้ย.. " คำขอร้องที่เรียกน้ำตาจากทั้งคนพูดและคนฟัง ไม่ได้ทำให้ฮีชอลคิดจะให้อภัยฮันกยองง่ายๆ แม้ว่าการกระทำของชายหนุ่มและคำพูดต่างๆ จะทำเขาใจสั่นมากเหลือเกิน
 
"ได้มั้ย...ฮีชอล.." เขาย้ำถามอีกครั้งง ไหล่เล็กสั่นไหวเพราะพยายามฝืนทั้งน้ำตาและความรู้สึกของตัวเอง เขาเองก็ทรมานที่ต้องฟังน้ำเสียงเจ็บปวดของคนที่เขาก็รัก แต่ทิฐิที่เขามีมันมากเกินกว่าจะยอมยกโทษให้คนคนนี้ง่ายๆ
 
"นายเอาแต่ขอชั้นอยู่ฝ่ายเดียว นายเคยให้อะไรชั้นบ้างมั้ย เคยคิดจะรัก เคยคิดจะห่วงใยดูแลกันบ้างมั้ย นายทำเหมือนชั้นเป็นคนไม่มีค่ามากขนาดไหน นายเคยรู้บ้างไหม!" ฮีชอลกรีดเสียงถามแล้วปล่อยโฮออกมาทั้งๆ ที่อยู่ในอ้อมกอดเขา แต่เป็นเพราะหันหลังให้ฮีชอลจึงไม่รู้เลยว่าอีกคนก็เจ็บปวดจนแทบน้ำตาไหลเหมือนกัน เพียงแต่พยายามฝืนน้ำตาลูกผู้ชายเอาไว้เท่านั้นเอง
 
"ใช่ นายเล่นไพ่ชนะได้ตัวชั้นมา ชั้นมันก็แค่ของเดิมพันแต่แรก นายบอกว่าชั้นเป็นคนของนาย เป็นแค่ของนายคนเดียว ชั้นก็โง่เชื่อ..เชื่อว่านายหมายความอย่างนั้นจริงๆ แต่ความเป็นจริงแล้วประโยคนั้นมันหมายความว่า ชั้นก็เป็นแค่คู่นอนสนองตัณหาของนายเหมือนคนอื่นๆ แล้วชั้นก็เป็นของนายแค่คนเดียวเพราะชั้นมันรักใครไม่ได้แล้วนอกจากคนชั่วๆอย่างนาย แต่ในขณะเดียวกันนายก็ไม่ได้มีชั้นแค่คนเดียว" ฮีชอลระบายทุกอย่างที่อัดอั้นออกมา เขาทนเก็บมานานแล้ว ทนมาตลอดเพียงเพื่อจะอยู่กับชายหนุ่ม รักและดูแลชายหนุ่มเพื่อใช้ช่วงเวลาสุดท้ายที่เขาทำทุกอย่างเพื่อให้เขาและฮันกยองได้มีร่วมกัน ร่างสูงไม่เคยรู้เลยว่าเขาต้องเจ็บปวดมากแค่ไหน ถูกกดดันมากแค่ไหน เหตุผลเดียวที่ฮีชอลยอมทำก็เพราะเขารักฮันกยองและอยากให้ชายหนุ่มมีความสุข
 
แต่เขาไม่เข้าใจ...ทำไมทุ่มไปเท่าไหร่..สิ่งที่ได้กลับคืนมาคือความเสียใจ..และความรักที่จอมปลอม
 
"ฮีชอล..ชั้นไม่รู้จะพูดยังไง แต่...ชั้นหมายความอย่างนั้นจริงๆ ที่พูดออกไป..ชั้นก็เป็นแบบนี้ เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ใจร้อน โมโหง่าย แล้วก็ใช้แต่กำลัง.."
 
"แต่ที่ชั้นทำไปเพราะชั้นรักนายและต้องการนายนะ...ถ้าชั้นเห็นนายไม่มีค่า ชั้นไม่มีทางทำทุกอย่างขนาดนี้เพียงเพื่อคนคนเดียวหรอก"
 
"ชั้นไม่เคยรักใคร..ไม่เคยบอกว่ารักใคร แต่ชั้นกลับพูดบ่อยเวลาที่อยู่กับนาย เพราะแค่ชั้นเห็นหน้านายชั้นก็รู้สึกว่าชั้นรักนายมาก แค่ได้ยินเสียงนายชั้นก็รู้สึกว่าตัวเองรักนายมาก ยิ่งได้แตะต้องสัมผัส ชั้นก็ยิ่งรู้ตัวว่าชั้นรักนายมากและขาดนายไม่ได้จริงๆ" ร่างบางค่อยๆทรุดตัวลงตามคำพูดที่ได้ยิน เขาพยายามจะเชื่อชายหนุ่มอย่างสนิทใจว่าฮันกยองรักเขาจริง แต่เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันทำให้ศรัทธาที่มี ความเชื่อใจที่มีหายไปในพริบตา
 
"ฮีชอล....คนอื่นน่ะอาจจะมองว่าชั้นโง่ที่มาหลงรักคนอย่างนายที่เข้ามาและหลอกลวงกัน โง่ที่หลงและดึงดันจะเอาตัวนายไว้ เพราะมีอย่างหนึ่งที่ชั้นรู้สึกกับนายมาตลอด...คือชั้นเชื่อใจนายเสมอ...ชั้นไม่เคยคิดว่านายจะหลอกใช้ชั้น...ไม่เคย..ชั้นถึงเจ็บปวดมากเมื่อรู้ความจริงในตอนแรก..แต่ชั้นก็ยังเลือกที่จะเชื่อใจนายเหมือนเดิม..เพราะชั้นเชื่อว่ามันจะไม่มีครั้งที่สองที่นายจะทรยศชั้น ไม่ว่าใครจะเตือน จะว่าชั้นโง่ขนาดไหน ชั้นรู้เพียงอย่างเดียว...ฮีชอล จะไม่ทำร้ายชั้นกลับแน่นอน.."
 
"นายจะมาเอาอะไรกับคนอย่างชั้นที่อยู่ฝ่ายศัตรู ไม่ช้าก็เร็วเจย์ต้องจัดการนาย เขาทำได้ทุกอย่าง แล้วนายไม่คิดเหรอว่าชั้นจะเลือกเค้า เลือกคนที่เขาให้ชีวิตชั้น ยังไงซะชั้นก็ต้องทำร้ายนายอีกครั้งอยู่ดี" ฮีชอลถามกลับทั้งๆ ที่ตัวเองแทบหมดแรงจากถ้อยคำของฮันกยอง ที่ทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาบ้างเหมือนกัน
 
"ถึงอย่างนั้น..ชั้นก็ให้อภัยนายอีกครั้ง..และอยู่กับนายเหมือนเดิม.." คำตอบของฮันกยองเล่นเอาความรู้สึกโกรธหายไปแทบจะทันที เหลืออยู่เพียงแค่ความรู้สึกหวั่นไหวกับคำพูดนั้น
 
คนตัวเล็กค่อยๆ หันกลับมาพร้อมกับที่ชายหนุ่มยอมละวงแขนออก เรียวปากอิ่มเอ่ยประโยคหนึ่ง
 
"นายมันโง่ที่สุดเลยฮันกยองที่คิดจะเชื่อคนอย่างชั้น.." สายตาเจ็บปวดและอ่อนไหวบนดวงตากลมถ่ายทอดออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ฮีชอลก้มหน้านิ่ง รู้สึกสับสนเหลือเกินว่าควรจะให้อภัยฮันกยองดีหรือไม่
 
"ทำไมถึงคิดว่าชั้นจะไม่หลอกนายอีก.."
 
"นายเคยเป็นบ้างไหม เวลาที่ไม่ได้เจอหน้าคนคนหนึ่งก็คิดถึงจนสุดหัวใจ แค่ไม่กี่นาทีที่ไม่ได้เห็นกัน แต่มันดูเหมือนยาวนานจนอธิบายไม่ถูก..." ฮันกยองเริ่มพูด
 
"เคยเป็นบ้างไหม เวลาที่เห็นใครคนหนึ่งยิ้มและหัวเราะต่อหน้าเรา แล้วเขามีความสุขมากขนาดไหน นายก็อยากจะให้เขายิ้มแบบนั้นเรื่อยไปและมีให้นายคนเดียว"
 
"เคยบ้างไหมที่รู้สึกว่าไม่ว่าคนคนนั้นจะทำอะไรให้เราเจ็บปวดใจ แต่แค่มีคนคนนั้นอยู่ใกล้ๆ นายก็สามารถหายใจต่อไปได้เรื่อยๆ"
 
"เคยรู้สึกบ้างหรือเปล่า เวลาที่อยากปกป้องใครสักคนเอาไว้ อยากจะรักและดูแลคนคนนั้นไปชั่วชีวิต...ทั้งๆที่เขาอยากจะไปจากนายมากเหลือเกิน.."
 
"เคยมั้ย?..."  คำถามที่ยาวเหยียดของร่างสูงทำให้ฮีชอลรู้สึกสะเทือนจิตใจอย่างมาก เขาเข้าใจว่าฮันกยองหมายความอย่างไร เพียงแต่ไม่พร้อมจะให้อภัยเท่านั้นเอง คนตัวเล็กนิ่งสนิทอยากจะตอบแต่พูดไม่ออก มือหนาช้อนเข้ากอดฮีชอลเอาไว้หลวมๆแล้วเอ่ยอีกครั้ง
 
"เคยมั้ยฮีชอล?.."
 
"..ทำไมจะไม่เคย.." ฮีชอลตอบเบาๆ ฮันกยองยิ้มอย่างอ่อนโยนผละออกจากคนที่เขารักสุดหัวใจ เขาจะไม่ถามคนตัวเล็กต่อแล้วว่าคนคนนั้นที่ฮีชอลรู้สึกด้วยเป็นเขาหรือเปล่า เพราะแค่ฮีชอลเข้าใจความรู้สึกเขามันก็เกินพอแล้ว
 
มือหนากดตัวของฮีชอลให้ซบกับอกตัวเอง คนที่กำลังสับสนขืนตัวเล็กๆ แต่สุดท้ายก็ทาบใบหน้าหวานของตนลงกับอกแกร่ง ฝ่ามือหนาลูบเบาๆ ผ่านกลุ่มผมนุ่มสัมผัสแผ่นหลังขาวเนียนอย่างแผ่วเบาเหมือนจะปลอบ ฮีชอลหลับตาลงพร้อมคำกระซิบแผ่วๆ ที่ดังขึ้นข้างหู
 
"คนดีของผม..อยู่กับผมนะ.."
 
ร่างบางไม่ตอบอะไรปล่อยให้คนตัวสูงค่อยๆ โน้มตัวเองลงกับเตียงนุ่ม ทันทีที่หลังบางแตะพื้นเตียง ฮีชอลก็ได้สติเตรียมจะผลักคนด้านบนออก แต่พอริมฝีปากเรียวแตะที่หน้าผากเนียนเบาๆ ร่างเล็กก็ชะงัก รับรู้ได้ว่าคนตัวสูงไม่ได้ต้องการจะใช้กำลังกับตน แต่เพียงแค่อยากปกป้องให้สงบลง
 
"นอนนะครับคนดี หลับนะ.." ลูบปอยผมนุ่มแล้วปัดมันออกจากหน้าผากมนนั้นแล้วกระซิบกล่อมเบาๆ
 
"หลับฝันดีนะ..แล้วลืมเรื่องเลวร้ายทั้งหมด...หลับนะครับ" เสียงนุ่มที่ทุ้มและกังวานราวกับจะสะกดจิตคนตัวเล็ก ฮีชอลค่อยๆปิดเปลือกตาลงสัมผัสได้ถึงจุมพิตเบาๆเหนือเปลือกตานั้น ร่างบางมีท่าทีอ่อนลง แต่ก็สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ยอมใจอ่อนง่ายๆ กับคนอย่างฮันกยอง เพราะไม่งั้นชายหนุ่มก็จะเคยตัวถ้าเขาจะให้อภัยทุกครั้งที่ฮันกยองทำร้ายจิตใจเขาอย่างรุนแรง
 
"หลับน้า..คนดี" ฝ่ามือหนาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวร่างเล็ก แตะไปที่หน้าอกข้างซ้ายเบาๆ สายตาที่เขามองฮีชอลอ่านได้คำเดียวว่า...รัก..มากแค่ไหน

 
 
 
 
หลังจากการหลับตาลงเพื่อพยายามจัดการกับความสับสนภายในหัวใจของตัวเองเพราะการกระทำของฮันกยอง ฮีชอลปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนจนเพียงพอ จนในที่สุดก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทั้งๆ ที่แดดจ้าสาดเทเข้ามาจนแสบตา ดวงตากลมกรอกไปมาทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ใบหน้าหวานหันกลับไปมองคนข้างๆ ที่นอนตะแคงหันมาทางตนและหลับสนิท ชายหนุ่มไม่ได้พยายามจะกอดเขาเอาไว้เหมือนทุกครั้ง เพราะคงรู้ว่าเขาต้องการช่องว่างเล็กๆ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะการผิดใจกัน ฮีชอลหลับตาลงแล้วถอนหายใจ คิดไปคิดมาแล้วเขาก็คงไม่มีทางยอมยกโทษให้ง่ายๆ เด็ดขาด สิ่งที่ฮันกยองทำกับเขามันมากเกินไปที่จะให้อภัยเพียงเพราะคำว่าขอโทษคำเดียว
 
ร่างบางดึงผ้าห่มขึ้นแล้วค่อยๆ เคลื่อนตัวไปจนถึงริมเตียง สายตาคมมองหาชุดนอนของตนที่ฮันกยองถอดออกแล้วโยนทิ้งไปเมื่อคืน มือเล็กเกาหัวงงๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงข้างเตียงเพื่อเดินไปหยิบเสื้อผ้า
 
"โอ๊ย" ร่างบางล้มลงแทบจะทันทีเพราะความปวดแปลบที่สะโพกมน ภาพวันนั้นที่ตัวเองทรุดลงข้างเตียงเอาตอนเช้าเพราะโดนฮันกยองขืนใจในคืนแรก มันกลับมาหลอกหลอนคนตัวเล็กจนแทบเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ การกระทำที่รุนแรง สัมผัสที่หยาบกระด้าง คำพูดที่ทำร้ายจิตใจและเคียดแค้นกันและกัน มันทำให้ภาพภาพนั้นชัดยิ่งขึ้น ความเจ็บปวดที่พยายามลืมเลือนจากการกระทำของชายหนุ่ม บวกกับสิ่งที่ฮันกยองทำกับเขาเมื่อคืน ทำให้ฮีชอลรู้สึกกลัวและไม่ไว้ใจร่างสูงยิ่งกว่าเดิม มือเล็กกำแน่นพยายามไม่คิดถึงความรู้สึกตอนนั้น พยายามหลอกตัวเองแต่ก็ทำไม่ได้...
 
ร่างสวยพยายามยันตัวขึ้นอีกครั้งแต่ก็ทรุดลงมาทันทีพร้อมเสียงตึงตัง คนที่นอนอยู่ลืมตาตื่นอย่างรวดเร็ว หันไปมองที่ข้างเตียงก็พบร่างเปลือยเปล่าของคนตัวเล็กที่แทบจะกองอยู่กับพื้น
 
"ฮีชอล.." ชายหนุ่มเรียกชื่อคนที่ตัวเผลอทำร้ายไปเมื่อคืนและถลาลงไปที่ข้างเตียงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้สนใจสภาพของพวกเขาเองเลยสักนิด ร่างสูงแตะไปที่แขนเรียวเบาๆ เพื่อดูว่าฮีชอลเป็นอะไรหรือปล่า แต่ร่างสวยกับสั่นขึ้นเรื่อยๆ คงเป็นเพราะเรื่องเดิมๆ ที่มันกลับมาหลอกหลอน พร้อมกับร่องรอยความเจ็บปวดจากการกระทำของฮันกยอง ฮีชอลพยายามจะเข้มแข็งแต่อีกใจก็รู้ว่าตนไม่ได้แกร่งพอเลย
 
"เป็นอะไรหรือเปล่า" เสียงทุ้มถามเบาๆด้วยความเป็นห่วง คนตัวเล็กยังคงเงียบฝ่ามือเล็กกุมที่ท้องน้อยตัวเองแน่น สายตาคมกวาดมองคนตรงหน้าแล้วคิดได้ว่า ฮีชอลคงจะยังระบมจากภายในเพราะอารมณ์พายุของเขาเมื่อคืน
 
"ให้ชั้นช่วยนะ" ว่าแล้วก็ค่อยๆ พยุงคนตัวเล็กขึ้นยืนแล้วพากลับมานั่งที่ปลายเตียง ฮันกยองเดินไปหยิบชุดคลุมสีดำของตนขึ้นใส่ ผูกสายรัดหลวมๆและคว้าชุดคลุมสีขาวของฮีชอลมาด้วยแล้วเดินกลับมาที่เดิม
 
ร่างสูงนั่งลงข้างๆ สลัดชุดคลุมตัวนั้นออกแล้ววางทาบไหล่เล็กเบาๆ มือหนาเตรียมจะจับแขนเรียวเพื่อใส่ชุดให้แต่ฮีชอลกลับสะบัดออก
 
"อย่ามาแตะชั้น" น้ำเสียงสั่งเด็ดขาดที่ฟังดูเย็นชาแม้มันจะไม่ใช่การตะคอกพร้อมทั้งสลัดแขนออก ฮันกยองชะงักแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยอะไร ได้แต่มองฮีชอลค่อยๆ จัดการใส่เสื้อคลุมด้วยตนเอง
 
คนตัวสูงนั่งมองฮีชอลที่ก้มหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ฮีชอลเองไม่มีอะไรจะพูดกับคนนิสัยเสียอย่างฮันกยองอีกแล้ว ในขณะที่ฮันกยองเองมีสิ่งต่างๆ มากมายที่อยากจะพูดแต่กลับเลือกคำพูดไม่ถูก มือเล็กจับปลายสายรัดที่เหลือแล้วพันเล่น ไม่อยากหันกลับไปมองหน้าคนข้างๆ ในที่สุดฮีชอลก็ตัดสินใจลุกขึ้นอยากรวดเร็วและชายหนุ่มเองก็ลุกขึ้นยืนด้วย ฮันกยองมองคนตัวเล็กด้วยสายตาที่เป็นห่วงกลัวว่าฮีชอลจะล้มพับลงไปอีก
 
ขาเรียวเตรียมจะก้าวเดินแต่แล้วอาการระบมภายในก็ทำให้เขาต้องกุมท้องน้อยอีกครั้ง ฮีชอลเกือบจะล้มลงไปแต่ร่างสูงกลับคว้าตัวเขาเอาไว้ทัน
 
"ไม่ไหวก็อย่าฝืนเลยนะ" เสียงทุ้มบอกทั้งๆ ที่ประคองตัวร่างสวยเอาไว้ ฮีชอลยังพยายามดื้อจะยืนด้วยตัวเองแต่ฮันกยองก็ไม่ยอม
 
"นั่งอยู่เฉยๆ ดีกว่า" เขาบอกพร้อมค่อยๆ พาฮีชอลกลับมานั่งที่เตียง คนตัวเล็กรู้สึกโกรธตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้ โกรธที่ตนร่างกายอ่อนแอและต้องพึ่งร่างสูงอยู่เสมอ อยากจะดิ้นแต่ร่างกายกลับไม่อำนวย
 
"ชั้นจะไปอาบน้ำ" ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาแล้วสะบัดหน้าหันไปด้านอื่น
 
"นายเดินไม่ไหวหรอก ให้ชั้นอุ้มไปมั้ยละ" ฮันกยองยื่นขอเสนอแต่ฮีชอลรีบตอบทันควัน
 
"ไม่ต้อง ชั้นเดินเองได้ ไม่ต้องมายุ่งกับชั้น"
 
"เดินได้ที่ไหน แค่จะก้าวก็ทรุดไปแล้วนั่นน่ะ นายน่าจะรู้สภาพตัวเองดีนะฮีชอล" พูดด้วยความเป็นห่วงแต่ร่างบางกลับหงุดหงิดที่ชายหนุ่มว่าเขาแบบนั้น
 
"ชั้นไม่ใช่คนป่วยอย่างนายนะ จะได้ต้องมีคนมาคอยดูแล ชีวิตชั้น ชั้นดูแลเองได้"
 
"แต่ตอนนี้นายดูท่าเจ็บกว่าชั้นนะ..." ฮันกยองว่า ใช่สิ ฮีชอลเจ็บมากกว่าเขาแน่ แต่เจ็บที่ใจไม่ใช่ที่กาย
 
"เอางี้ งั้นชั้นจะดูแลนายบ้างเหมือนที่นายคอยดูแลชั้น ตกลงมั้ย นั่งอยู่เฉยๆ ก่อนนะ เดี๋ยวชั้นมา" ร่างสูงลุกขึ้นแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ดวงตากลมโตมองตามแผ่นหลังกว้างไปด้วยสายตาไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มจะมาไม้ไหนอีก
 
สักครู่ฮันกยองก็เดินกลับมาพร้อมกะละมังสีใส ที่ฮีชอลใช้รองน้ำเช็ดตัวเขาเมื่อคืน ร่างสูงลากเก้าอี้เตี้ยจากข้างเตียงมาใกล้ๆ ตัวฮีชอลวางกะละมังนั่นไว้แล้วเอาผ้าขนหนูจุ่มน้ำบิดหมาดๆ แล้วนั่งลงที่ข้างตัวฮีชอล
 
"จะทำอะไรน่ะ" คนตัวเล็กถามทันทีที่ฮันกยองยกมือจะจับตัวร่างสวย
 
"ก็นายบอกว่าอยากอาบน้ำ เดินก็ไม่ไหว จะอุ้มก็ไม่ยอม ชั้นก็เลยจะเช็ดตัวให้นายไง เหมือนเวลาที่นายทำให้ชั้นทุกวันตอนเข้าโรงพยาบาลแรกๆ" ชายหนุ่มว่าแล้วยิ้ม ฮีชอลตีหน้าเรียบเฉยไม่พูดอะไรต่อ
 
"ถอดเสื้อคลุมออกก่อนนะ" ว่าแล้วก็ค่อยๆ ดึงเสื้อคลุมเนื้อนุ่มออกจากผิวใส ปล่อยให้เสื้อคลุมนั้นกองลงที่เอวคอดของคนที่ยังคงโกรธเขาอยู่ ฮันกยองวางผ้าเช็ดตัวผืนนั้นลงบนผิวขาวเนียนแล้วค่อยๆ บรรจงเช็ดไปเรื่อยๆ พร้อมสายตาของฮีชอลที่มองดูการกระทำของชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ
 
"อ่า ข้างบนเสร็จแล้ว" พึมพำกับตัวเองเบาๆ แล้วก็จัดแจงใส่เสื้อคลุมให้คนตัวเล็กตามเดิม ชายหนุ่มเปลี่ยนลงมานั่งคุกเข่าลงกับพื้น เลิกชายเสื้อคลุมขึ้นแล้วจัดการเช็ดขาทั้งสองข้างของฮีชอล
 
ฮันกยองจัดการเช็ดตัวให้ฮีชอล เสร็จแล้วก็ยกกะละมังนั้นกลับไปในห้องน้ำ ฮีชอลได้ยินเสียงน้ำไหลซู่สักครู่พร้อมกับร่างสูงที่เดินกลับมาอีกรอบ กับกะละมังสีใสอันเดิมแต่คราวนี้บรรจุน้ำอุ่นๆ ที่เกือบร้อนมาเกือบเต็ม

                ชายหนุ่มวางมันลงกับพื้นข้างๆ ฮีชอล ก่อนจะยกขาเรียวขึ้นแล้ววางลงในกะละมังนั้น ร่างบางก้มลงมองด้วยความงงว่าฮันกยองจะทำอะไร มือหนาวักน้ำเล็กน้อยขึ้นลูบเบาๆ เหนือข้อเท้าก่อนจะใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งนวดขึ้นลง ร่างสูงจับเท้าของคนที่นั่งอยู่เหนือตัวให้ยืดออกแล้วกดเล็กน้อย นวดเพื่อผ่อนคลายอาการเกร็งและเพื่อให้ฮีชอลรู้สึกสบายตัวขึ้น
 
น้ำอุ่นๆ และสัมผัสเบาๆ ที่อ่อนโยนราวกับต้องการทะนุถนอมคนที่ตนรักไว้แนบอกทำเอาฮีชอลเริ่มใจอ่อน ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหวานแล้วยิ้มให้เล็กๆ ร่างเพรียวเท้าแขนไปด้านหลังปล่อยให้ฮันกยองนวดฝ่าเท้าให้ตนไปเรื่อยๆ จนในที่สุดฮันกยองก็ยกขาเรียวขึ้น และใช้ผ้าขนหนูเช็ดตั้งแต่เหนือข้อเท้าไปจนถึงปลายเท้าจนแห้ง
 
"สบายตัวขึ้นมั้ย" เสียงนุ่มถามเบาๆ ลุกขึ้นนั่งข้างๆ คนตัวเล็กพร้อมคว้ามากอดหลวมๆ
 
"ก็ดี" ตอบเรียบๆ เหมือนเคยแล้วเขยิบตัวออกเล็กน้อย ฮันกยองเอ่ยถามขึ้นมา
 
"หิวหรือยัง ไปกินข้าวกันมั้ยนี่เที่ยงกว่าจะบ่ายอยู่แล้ว เราเผลอหลับยาวไปกันทั้งคู่เลย"
 
"หิว แต่ไม่อยากกิน" ตอบกวนๆ เล่นเอาฮันกยองถอนหายใจแรง
 
"งั้นเดี๋ยวชั้นลงไปบอกอี้จินก่อนนะ" ร่างสูงว่าแล้วหายลงไปด้านล่าง ทิ้งให้ฮีชอลนั่งอยู่คนเดียว หวั่นใจว่าตนจะโกรธฮันกยองไม่ได้นาน
 
 
 
 
มาเฟียหนุ่มจัดการสั่งให้แม่บ้านเอาอาหารเช้าสำหรับสองที่ขึ้นไปเสิร์ฟข้างบนห้องนอน ไม่อยากให้ฮีชอลเดินลงมาเองเพราะรู้ว่าสภาพร่างกายฮีชอลคงไม่พร้อม ร่างสูงเดินไปจิบไวน์ที่มุมห้องซันรูมขณะที่รอให้คนครัวจัดการอุ่นอาหาร
 
"ตื่นสายจังนะ" เสียงหวานดังขึ้นด้านหลังเขา เล่นเอาฮันกยองตกใจรีบหันไปทันที
 
"อ้าวทงเฮ มาหาชั้นเหรอ?" ถามงงๆเพราะไม่คิดว่าคนตัวเล็กจะโผล่มาทั้งๆที่เมื่อคืนเขาโทรเรียกให้ทงเฮออกไปกินเหล้าเป็นเพื่อน ทงเฮไม่น่าจะมาหาเขาอีกวันนี้
 
"เปล่าหรอกชั้นยังไม่ได้กลับต่างหาก" ว่าแล้วก็ยิ้มหวาน
 
"ฮีชอลเขาบอกให้ชั้นนอนที่นี่ได้เพราะเมื่อคืนตอนมาส่งนายอีกไม่กี่ชั่วโมงก็สว่างแล้ว ชั้นก็เลยนอนที่ห้องเขา"
 
"อ่อ..เหรอ?" เลิกคิ้วถามงงๆ ไม่เข้าใจว่าฮีชอลจะบอกให้ทงเฮค้างที่นี่ทำไม
 
"อื้อ แล้วนายเป็นไงบ้าง เมาค้างหรือเปล่า" เดินเข้ามาใกล้กว่าเดิมแล้วเอามืออังที่หน้าผากของร่างสูง
 
"ตัวก็ไม่ร้อน ดีแล้ว ชั้นกลัวนายจะไม่สบาย" ทงเฮว่า ทำเหมือนตัวเองเป็นคนดูแลฮันกยอง
 
"เอ้อ..ขอบใจนะ ชั้นไม่เป็นอะไรหรอก นายทานข้าวหรือยัง นี่ก็จะบ่ายแล้ว" ชายหนุ่มว่า
 
"ก็เมื่อสายๆ ทานไปแล้วรอบนึงล่ะ คนใช้สาวของนายที่ชื่ออะไรนะ? อี้จิน? สักอย่างนี่แหละเอามาให้ทาน พอชั้นถามถึงนาย เธอก็บอกว่าตอนเช้านายสั่งไว้เสมอว่าห้ามไปรบกวน ถ้าไม่มีธุระคอขาดบาดตายชั้นเลยไม่ได้รอ" ทงเฮยิ้มเล็กแล้วพูดต่อ
 
"นายทานข้าวหรือยังล่ะ ชั้นรอทานข้าวเที่ยงพร้อมนายนี่แหละ"
 
"อ่า..ทงเฮขอโทษนะ ชั้นต้องไปทานกับฮีชอลน่ะ ไม่อยากปล่อยให้เค้าทานคนเดียว ขอโทษละกันนะ" คำตอบของฮันกยองเล่นเอาทงเฮชะงัก ร่างเล็กเม้มริมฝีปากแน่นแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงปกติ
 
"เขาบอกให้นายไปทานด้วยเหรอ"
 
"เปล่าหรอก ชั้นอยากทานกับเขาเอง ชั้นอยากใช้เวลาอยู่กับเขาให้มากกว่านี้ ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมา เราสองคนก็เริ่มห่างกันเรื่อยๆ ชั้นไม่อยากให้ความห่างนี้ทำให้พวกเราสองคนผิดใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ" ฮันกยองว่าแล้วยิ้ม เหมือนคิดได้ ร่างสูงรีบขอคำปรึกษาจากทงเฮทันที
 
"ทงเฮนายช่วยอะไรชั้นหน่อยสิ"
 
"อะไรเหรอ" คนตัวเล็กถามทั้งๆ ที่รู้สึกร้อนผ่าวเพราะคำพูดนั้นของฮันกยอง
 
"นายเคยรักใครหรือเปล่า ชั้นไม่รู้จะทำยังไงดี ทำยังไงจะง้อคนที่เรารักได้ล่ะ ชั้นก็นิสัยแบบนี้นายก็รู้ใช่มั้ย จะให้ไปตามง้อใครนานๆ ก็ทำไม่ได้หรอก เฮ้อ" คำขอร้องของฮันกยองมันฟังดูเจ็บปวดสิ้นดีในความคิดของทงเฮ เขาไม่อยากจะรู้ว่าชายหนุ่มรักฮีชอลมากแค่ไหน
 
"ทำไมล่ะ.." ทำไมฮีชอลถึงเป็นคนที่ชายหนุ่มรัก ทำไม..ไม่ใช่เขา
 
"ทงเฮ ชั้นรักฮีชอลมากเลยนะ แล้วชั้นก็ทำเรื่องแย่ๆกับเขาไว้เยอะ ชั้นพยายามจะชดเชยให้เขาโดยการรักเขาให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่ชั้นก็ยังเผลอทำร้ายจิตใจเขาอยู่เรื่อยๆ ชั้นไม่รู้จะทำยังไงให้เขาหายโกรธชั้นซะที" ฮันกยองหน้าหมองลงอย่างชัดเจนเมื่อนึกถึงใบหน้าหวานที่เมินเฉยกับเขา
 
"ทำไม?...ทั้งๆ ที่เขาเคยหลอกนายเนี่ยนะ..." ประโยคหลังพึมพำอย่างเลื่อนลอย ยิ่งฟังสิ่งที่ฮันกยองพูด ยิ่งรู้สึกถึงรสชาติของคำว่าแพ้
 
"อะไรนะ?" ร่างสูงถามกลับทันที ตกใจที่ทงเฮรู้เรื่องระหว่างเขากับฮีชอล
 
"ชั้นรู้นะ เรื่องฮีชอลน่ะ เขาหลอกนายนะฮันกยอง! เขาไม่ได้จริงใจกับนายสักหน่อย ทำไมนายยังรักคนแบบนั้นอีก! ทำไม!" ทงเฮเผลอใส่อารมณ์ลงไปในคำพูดนั้นจนร่างสูงถึงกับอึ้ง ไม่คิดว่าแววตาของทงเฮตอนนี้มันจะดูเจ็บปวดเหลือเกิน
 
"ทงเฮ.." ฮันกยองสูดลมหายใจเข้าแล้วพยายามเรียบเรียงคำพูด
 
"ชั้นไม่รู้นะว่านายรู้เรื่องระหว่างเราแค่ไหน แต่ไม่ว่าฮีชอลจะทำร้ายชั้นยังไง เขาก็ยังคงเป็นคนที่ชั้นรักเหมือนเดิม.."
 
คำตอบของฮันกยองมันทำให้ทงเฮพยายามอย่างมากที่จะฝืนอารมณ์เจ็บปวดของตนไว้ คนตัวเล็กก้มหน้าลงแล้วเงยขึ้นฝืนยิ้ม
 
"เข้าใจแล้ว..งั้นนายก็ไปหาเขาเถอะ ดูแลเขาให้ดีนะ คนอย่างฮีชอลน่ะต้องการความรักและการดูแลจากคนที่ตนรักคนเดียว ชั้นดูออก.." กำปั้นเล็กของทงเฮสั่นเพราะพยายามระงับอารมณ์ของตัวเอง ร่างเล็กตัดสินใจขอตัวเพื่อกลับไปตั้งตัว
 
"ชั้นว่าชั้นกลับเลยดีกว่า นึกขึ้นได้ว่างานที่ทำค้างไว้เมื่อวานยังไม่เสร็จ"
 
"เดี๋ยวชั้นให้ใครสักคนไปส่งนะ นายมารถชั้นคงกลับลำบาก" ฮันกยองว่าด้วยมิตรภาพดีๆ ที่ยังคงมีให้คนตัวเล็ก
 
"ถ้าเมื่อไหร่นายต้องการชั้น..ให้อยู่เป็นเพื่อน..ชั้นยินดีเสมอ.." ทงเฮว่าแล้วหันหลังเดินออกไปจากห้องพักผ่อนนั้น พร้อมกับที่ชายหนุ่มหันไปคว้าโทรศัพท์บ้านไร้สายเพื่อเรียกซีวอนให้ไปส่งทงเฮที่บ้าน
 
ร่างสูงเดินกลับไปที่หน้าครัวพอดีกับที่แม่บ้านกำลังช่วยกันถือถาดอาหารเดินออกมา ชายหนุ่มยกถาดเหล็กถาดหนึ่งมาถือแทน พร้อมกับแม่บ้านอีกสองคนเดินตามมาจนถึงห้องนอนของตน
 
เมื่อเข้าไปในห้อง สายตาคมมองเห็นคนตัวเล็กที่แต่งตัวแล้วยืนเหม่ออยู่ตรงระเบียง ชายหนุ่มหันไปสั่งให้เอาอาหารวางไว้ที่โต๊ะหน้าโซฟา แล้วออกไปก่อนจะเดินเข้าไปหาร่างเล็กที่ยืนรับสายลมอยู่ตรงนั้น
 
"เดินไหวแล้วเหรอ" ว่าพร้อมสวมกอดเข้าที่เอวบาง ฮีชอลสะดุ้งเล็กน้อย ตกใจที่ชายหนุ่มอยู่ดีๆ ก็โผล่มาเมื่อไหร่ไม่รู้
 
"แค่นี้ไม่ตายหรอกน่า" ร่างเพรียวขยับตัวออกจากวงแขนนั้น ทำหน้ารำคาญๆใส่
 
"อาหารมาแล้ว กินข้าวกันเถอะ" เขายอมปล่อยมือจากตัวฮีชอลอย่างว่าง่ายแล้วจูงมือเล็กเข้ามาในห้อง ฮีชอลปรายตามองร่างสูงที่สัมผัสมือของตนเองอยู่แล้วสะบัดออก ไม่อยากให้ชายหนุ่มคิดว่าที่เขายอมพูดด้วย ยอมให้สัมผัสง่ายๆ เพราะว่าให้อภัยแล้ว
 
ฮันกยองชะงักเล็กๆ แต่ก็เดินนำคนที่โกรธเขาอยู่มาที่โซฟายาว นั่งลงตรงกลางแล้วเรียกคนตัวเล็กให้มานั่งข้างๆ ฮีชอลทิ้งตัวลงที่ปลายโซฟาห่างฮันกยองไปหลายเซนต์ เอื้อมไปคว้าถาดอาหารมาถาดหนึ่งแล้วลงมือกินไม่สนใจร่างสูงแม้แต่นิดเดียว แม้ว่าจะรู้สึกอึดอัดกับท่าทีของฮีชอล แต่มาเฟียหนุ่มก็หมดปัญญาจะว่าอะไร ในเมื่อเขาเป็นคนทำร้ายคนตัวเล็กเอง
 
ร่างสูงรินน้ำผลไม้ใส่แก้วใสแล้วเลื่อนไปข้างๆ ฮีชอลโดยไม่กล่าวอะไร คนที่กำลังกินอยู่ชะงักเมื่อเห็นแก้วที่บรรจุของเหลวสีส้มข้างๆ ตน ดวงตากลมปรายตากลับไปมอง ก็เห็นเพียงร่างสูงที่กำลังจัดการอาหารของตนอยู่เงียบๆ ใบหน้าหล่อดูหมองลงอย่างเห็นได้ชัดจนฮีชอลรู้สึกใจหาย แต่ก็พยายามเตือนตัวเองไว้ว่าอย่าใจอ่อนง่ายๆ
 
ฮันกยองทานไปไม่ถึงครึ่งจานก็รู้สึกเซ็ง เขาไม่อยากทำอะไรทั้งนั้นหากฮีชอลยังเป็นแบบนี้อยู่ เพราะเขาก็ไม่สามารถแสดงออกมาว่าหงุดหงิดหรือไม่พอใจกับท่าทีของร่างเล็กได้ ร่างสูงลุกขึ้นไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนส์ออกมาเตรียมจะไปอาบน้ำ ชายหนุ่มถอดเสื้อคลุมสีดำลงครึ่งตัวแล้วก้มลงหยิบผ้าเช็ดตัวที่เผลอทำหลุดมือ
 
"นี่.." เสียงหวานเรียกห้วนๆ แล้วรีบยืนขึ้น ดวงตากลมมองเห็นว่าที่บาดแผลด้านหลังของฮันกยองมีเลือดออก อาจจะเป็นเพราะเขาเองที่จิกลงไปที่บริเวณนั้นเพราะการกระทำของร่างสูง
 
ฮันกยองหันกลับมางงๆคนตัวเล็กตีหน้าขรึมแล้วเอ่ย พยายามซ่อนความเป็นห่วง
 
"แผลนายเลือดออก อย่าให้โดนน้ำนะ" ร่างสูงยิ้มบางๆ รู้สึกได้ว่าคนตัวเล็กยังคอยเป็นห่วงเป็นใยตัวเองแม้ว่าจะโกรธแค่ไหนก็ตาม
 
ฮันกยองหายเข้าไปในห้องน้ำร่วมชั่วโมงจนฮีชอลที่ตอนแรกนั่งอ่านนิตยสารอยู่เฉยๆ เริ่มรู้สึกผิดปกติที่ร่างสูงอาบน้ำนานกว่าปกติ ใบหน้าหวานเงยหน้าขึ้นจากนิตยสารเล่มนั้นแล้วมองไปที่ประตูห้องน้ำสลับกับนาฬิาบนผนัง เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมงคราวนี้ฮีชอลแทบนั่งเฉยๆ ไม่ไหว อยากจะเข้าไปดูว่าชายหนุ่มเป็นอะไร แต่ก็ติดที่ทิฐิของตัวเองที่ยืนกรานจะไม่สนใจชายหนุ่ม ฮีชอลให้เวลาตัวเองอีกสิบห้านาที หากฮันกยองยังไม่ออกมาเขาจะยอมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เข้าไปดูสักหน่อย จนสุดท้ายเมื่อเข็มนาฬิกามันบอกว่าเวลาผ่านไปจนถึงยี่สิบนาทีแล้วร่างเล็กก็ปิดนิตยสารดังพึ่บ เด้งตัวขึ้นจากโซฟานุ่มแล้วค่อยๆ ก้าวไปที่ห้องน้ำช้าๆ
 
ฝ่ามือเล็กวางลงบนประตูห้องน้ำ เอาหูแนบกับมันเพื่อฟังเสียงคนข้างใน แต่ก็ไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงน้ำที่ไหลไม่หยุด ฮีชอลเริ่มใจไม่ดีกลัวว่าชายหนุ่มจะลื่นหัวฟาดพื้นหรือเป็นอะไรขึ้นมา รายนั้นยิ่งไม่ค่อยสนใจอะไรอยู่แล้วด้วย ร่างบางเคาะประตูเรียกฮันกยองทันที
 
"ฮัน..ฮันกยอง" เร่งจังหวะทุบขึ้นอีกแต่ก็ไร้เสียงตอบรับ ฮีชอลลองบิดลูกบิดประตูดูและมันก็เปิดออกอย่างายดาย คนตัวเล็กก้าวเข้าไปในห้องน้ำ ผ่านโซนแห้งซึ่งเป็นโซนแต่งตัวเข้าไปจนถึงตรงฝั่งฝักบัวซึ่งก็แห้งสนิทเช่นกัน ร่างบางอ้อมไปอีกด้านเพื่อตรงไปยังสระสี่เหลี่ยมแต่ก็ไม่เห็นร่างของฮันกยองแม้แต่น้อย
 
ฮีชอลใจหายวาบก่อนจะหันไปทางด้านขวาซึ่งเป็นอ่างน้ำวนกลมๆ ตั้งอยู่ ร่างบางถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นร่างสูงนอนพิงอ่างนั้นอยู่ด้วยดวงตาที่ปิดสนิท คนที่เข้ามาค่อยๆ เดินเข้าไปหาเงียบๆ เพื่อดูว่าชายหนุ่มยังมีสติดีหรือเปล่า ร่างเล็กยืนอยู่หลังร่างสูงค่อยๆ คุกเข่าลงแล้วแตะที่ไหล่กว้างเบาๆ
 
"ฮันกยอง.." ลองเรียกเบาๆ แต่ชายหนุ่มก็ไร้ปฏิกิริยา ใบหน้าหวานเริ่มซีดลงลองเรียกอีกครั้ง
 
"ฮันกยอง! ฮันกยอง!" เรียกดังขึ้นพร้อมเขย่าตัวแต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ได้สติ ฮีชอลหน้าซีดกว่าเดิมเมื่อสังเกตว่าบาดแผลของฮันกยองก็อยู่ใต้น้ำด้วยคงเป็นเพราะร่างชายหนุ่มค่อยๆ ลื่นลงไป
 
"ฮันกยอง! เฮ้ย ตื่นสิ" ตะโกนใส่หูแล้วเขย่าตัวแรงๆ ร่างสูงขมวดคิ้วเข้าหากันเหมือนได้ยินเสียงใครสักคนข้างๆ หูก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงหน้าหวานเผลอวาดยิ้มลงมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่พอเห็นชายหนุ่มได้สติฮีชอลก็เก็บอาการไว้ไม่อยู่
 
"อะ..อ้าว..ฮีชอลเหรอ.." ร่างสูงดันตัวเองขึ้น หลังกว้างขูดกับอ่างไม้นั้นโดยที่ชายหนุ่มไม่ได้ระวังจนเผลอร้องออกมา
 
"โอ๊ย" รีบนั่งดีๆ แล้วผละตัวให้ห่างจากขอบอ่าง มือหนาไขว้ไปด้านหลังเพื่อจับแผลของตนเอง
 
"ทำอะไรของนายห๊ะ! มาหลับในนี้ได้ยังไง แล้วบอกแล้วไงว่าอย่าให้น้ำโดนแผล ทำไมไม่ดูแลตัวเองบ้างห๊ะ!" ฮีชอลที่ได้สติแล้วก็ใส่เป็นชุด ร่างหนาหันมาเผชิญหน้ากับคนที่กำลังโมโหเขาอีกกระทง แล้วทำหน้าสลดก่อนจะเอ่ยด้วยประโยคสิ้นคิด
 
"ก็ชั้นอยากให้นายดูแลชั้นนี่นา" ฮีชอลฟังแล้วก็รู้สึกหวิวๆ แต่ก็ยังโมโหไม่หาย นี่หากชายหนุ่มเป็นอะไรไปขึ้นมาจะว่ายังไง คนตัวเล็กทำเป็นโกรธหนักกว่าเดิมเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายจากประโยคนั้น
 
"อาบเสร็จแล้วใช่มั้ย! ลุกขึ้นมาเลยนะ จะนั่งแช่ให้แผลนายเปื่อยก่อนหรือไง" กระชากเสียงใส่แต่ฮันกยองก็รู้ดีว่าฮีชอลเป็นห่วงเขา ชายหนุ่มพยายามฝืนยิ้มดีใจที่ฮีชอลพูดกับเขามากขึ้นแต่ก็แกล้งทำหน้าตาน่าสงสาร
 
"ครับๆ" ว่าแล้วก็ลุกพรวดขึ้นมาทั้งๆ ที่ตัวเปลือยเปล่า ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงแปร๊ดทันที รีบยืนขึ้นหันหลังให้แล้วตะโกนด่า
 
"ไอ้บ้า อยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นมา ไปแต่งตัวไป๊!" ชายหนุ่มเกาหัวงงๆ ก็ตะกี๊สั่งให้ลุกเอง พอลุกก็ว่า เฮ้อ คนอะไรเดาใจยากจริง
 
ฮันกยองหันไปคว้าเสื้อคลุมตัวเดิมขึ้นใส่ทั้งๆ ที่ตัวเปียกชุ่ม เดินกลับมาหาร่างเล็กที่ยืนหน้าแดงอยู่
 
"มาแล้วครับ" กระซิบเบาๆ ที่ข้างหูเล่นเอาขนลุกซู่ ฮีชอลหันหน้ามาหาก็เจอใบหน้าหล่อที่ห่างเขาไปไม่ถึงเซนต์ ดวงตากลมถูกสะกดด้วยแววตามังกรที่ดูอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก คำพูดจะตัดพ้อต่อว่ากลับถูกกลืนหายไปด้วยแววตานั้น
 
ชายหนุ่มก้มหน้าลงแตะริมฝีปากตนลงกับเรียวปากเล็กเบาๆ อย่างอ่อนละมุน ทันทีที่ฮีชอลรู้สึกได้ถึงสัมผัสนั้นร่างสวยก็ชะงักและได้สติทันที ใบหน้าหวานหลบออกแล้วหันหนีรีบเอ่ยเร็วๆ
 
"ชั้นจะทำแผลให้นาย รีบตามมา" ว่าแล้วก็เดินลิ่วออกจากห้องน้ำไปทันที รู้ตัวว่าอีกนิดก็ต้องยอมใจอ่อนให้ฮันกยองแน่นอน
 
"อะไรว้า..จะได้แล้วแท้ๆ" ร่างสูงบ่นกับตัวเองแล้วเกาหัวเซ็งๆ ก่อนจะเดินไปแต่งตัวใส่แต่กางเกง เหลือเพียงท่อนบนที่ไม่ได้ใส่อะไรเพราะต้องรอให้ฮีชอลทำแผลให้ก่อน
 
ชายหนุ่มออกจากห้องน้ำมาเห็นร่างบางกำลังเตรียมอุปกรณ์ทำแผลให้ฮันกยอง ฮีชอลหันหลังมาก็เจอชายหนุ่มที่นั่งลงกับเตียงทันที
 
"ไปนั่งมุมเตียงสิ ชั้นจะได้ยืนได้ถนัดๆ" ไล่พร้อมกับที่คีบสำลี คนป่วยรีบทำตามอย่างว่าง่ายเลื่อนตัวไปที่มุมเตียงแล้วหันหลังให้ฮีชอลจัดการทำแผลให้ตน แผ่นหลังแกร่งมีรอยแผลที่ใกล้หายดีแล้วหนึ่งแผลเพราะลูกกระสุนไม่ได้ฝังใน แต่อีกสองแผลนั้นฮีชอลกังวลว่ามันจะติดเชื้อเข้าจริงๆ ถ้าฮันกยองไม่ดูแลตัวเอง แม้ว่ามันใกล้จะหายดีแล้วก็เถอะ
 
"บอกกี่ทีแล้วว่าหัดดูแลตัวเองซะบ้าง" ฮีชอลว่าเสียงเข้ม ฮันกยองทำหน้ายู่เหมือนเด็กแล้วเอ่ย
 
"ก็ชั้นมีนายดูแลอยู่แล้วนี่นา"
 
"นี่ ชีวิตนายนายก็ต้องดูแลเองสิ ถ้าวันนึงชั้นไม่อยู่กับนายแล้วจะทำยังไงห๊ะ" อยู่ดีๆ คำพูดนี้ก็หลุดออกมาเองโดยที่ฮีชอลไม่ได้ตั้งใจ ร่างสูงเปลี่ยนสีหน้าเป็นเรียบเฉยและเอ่ยอย่างจริงจัง
 
"ชั้นก็ตายไง ไม่ยากตรงไหน ถ้านายไม่อยากให้ชั้นตาย นายก็ต้องอยู่ดูแลชั้น"
 
"เรื่องอะไรล่ะ" ฮีชอลตอบแล้วผลักไหล่กว้างเล็กๆ ก่อนจะหยิบอุปกรณ์ทำแผลไปใส่ตะกร้าแล้วเอาไปวางไว้ที่เดิม ร่างบางไม่หันกลับมาหาฮันกยองแต่เปลี่ยนไปจุดหมายไปยังประตูห้อง
 
"จะไปไหนน่ะฮีชอล" ร่างสูงรีบถาม คนตัวเล็กหันมาทำหน้าเบื่อแล้วตอบ
 
"ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ต้องเห็นหน้านาย"
 
 
 
 
ตลอดเวลาทั้งวันฮันกยองพยายามจะง้อฮีชอลด้วยสารพัดวิธี พยายามจะเข้าไปกอดแต่คนตัวเล็กผละหนีและสั่งให้ปล่อย ฮีชอลเอาแต่ขลุกอยู่กับซุ่ยเหลียงมากกว่าเดิมจนฮันกยองหมดปัญญาจะลากคนรักออกมาจากน้องสาวของตน เพราะเวลาจะเข้าไปหาแล้วเจอสายตาดุๆของฮีชอลเขาก็ไม่กล้าว่าอะไร ในเมื่อคนตัวเล็กโกรธเขามากขนาดนี้
 
ฮีชอลทำเหมือนกับฮันกยองเป็นวิญญาณล่องลอย ไม่สนใจอะไรชายหนุ่มทั้งนั้น นอกจากเวลาที่เขาต้องไปจัดการทำแผลให้ร่างสูง ฮันกยองพยายามจะอ้อน พยายามจะพูดดีๆ ด้วยแต่ฮีชอลก็ไม่สนใจ และตอนกลางคืนฮีชอลก็หนีไปนอนกับซุ่ยเหลียง ยิ่งทำเอามังกรหนุ่มสลดกว่าเดิม ไม่ว่าฮันกยองจะเอาใจขนาดไหนฮีชอลก็ยังไม่สนใจเขาอยู่ดีและมันเป็นเป็นแบบนี้มาสามวันเต็มๆ ไปแล้ว
 
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ชายหนุ่มโผล่ไปทุกที่ที่ฮีชอลอยู่ เพียงแต่จะทำเป็นนั่งหรือยืนอยู่ห่างๆ คอยแอบมองร่างเล็กอยู่ตลอดเวลา ฮีชอลรำคาญหนักเลยเลี่ยงออกไปเดินเล่นที่สวนใหญ่ด้านหลังคฤหาสน์ คนตัวเล็กยืนมองเงาตัวเองที่สะท้อนผ่านผืนน้ำอยู่ตรงสะพานไม้ใกล้ๆกับเทอเรซที่ฮันกยองชอบมากินเหล้า ฮีชอลสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปแล้วรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น คิดถึงวันเวลาที่ใกล้เข้ามา ชั่งใจว่าควรจะทำเช่นไร อีกไม่นานเขาก็ต้องจากฮันกยองไปจริงๆ ถ้าอย่างงั้นจะหาเรื่องไปก่อนหรือจะใช้เวลาด้วยกันจนมันหมดลงจริงๆ แต่ถ้าฮันกยองรู้เขาก็ต้องเจ็บปวดแน่นอน หรือจะทำให้ชายหนุ่มคิดว่าฮีชอลโกรธเขามากจนตัดสินใจออกไปจากชีวิตเขาจริงๆ ถ้าเป็นวิธีนี้ฮันกยองคงจะเจ็บน้อยที่สุด
 
ฮีชอลถอนหายใจ ปรายตาขึ้นมองเห็นดอกเยอบีร่าที่เริ่มบานเนื่องจากว่าใกล้ถึงต้นฤดูใบไม้ผลิเต็มที ผีเสื้อสีส้มบินไปมาผ่านใบหน้าหวาน ก่อนจะหยุดลงที่มวลหมู่ไม้ตรงริมแม่น้ำสายเล็ก
 
คำพูดของฮันกยองในวันนั้นที่โรงพยาบาลมันวิ่งผ่านสมองของฮีชอล คำสัญญาที่ว่าเขาจะมาตามหาฮีชอลเพื่อจะอยู่เคียงคู่กัน เหมือนดอกไม้กับผีเสื้อ...
 
เสียงกึกๆ เหมือนเครื่องยนต์อะไรสักอย่างวิ่งผ่านสะพานไม้สีน้ำตาล และหยุดลงที่ปลายเท้าของคนที่กำลังยืนอยู่ตรงนั้น คนตัวเล็กรู้สึกเหมือนมีอะไรชนที่ขาจึงก้มลงมอง ฮีชอลเห็นรถบรรทุกบังคับคันใหญ่ที่ใส่ดอกทานตะวันสีเหลืองพร้อมกับกระดาษโน้ตเล็กติดอยู่ ฮีชอลกวาดสายตามองไปรอบสวนๆ เพื่อหาคนที่บังคับไอ้ของเล่นเด็กนี่ก่อนจะหยิบดอกไม้ดอกนั้นขึ้นมาแล้วอ่านโน้ตที่ผูกติดอยู่
 
"ขอโทษ..ที่ทำตัวไม่ดีกับนาย...หายโกรธได้ไหม..." ลายมือที่คุ้นเคยทำให้ฮีชอลรู้ทันทีว่าเป็นใคร ใบหน้าหวานเงยขึ้นเพื่อมองหาคนที่เขียนกระดาษนี่ เพราะรู้ว่าชายหนุ่มคงอยู่ไม่ไกล
 
ฮีชอลเดินลงมาจากสะพานไม้ตรงมายังเทอเรซ ดวงตากลมเห็นตุ๊กตาสำลีที่ถูกผูกแขนสองข้างไว้กับต้นไม้สูง ตรงปลายเท้าเล็กๆ ของตุ๊กตาผูกไว้ด้วยเชือกสองข้างร้อยกระดาษแผ่นหนึ่งไว้อยู่
 
ร่างเพรียวกระโดดคว้าเชือกที่ห้อยตุ๊กตาเอาไว้แล้วกระตุกแรงๆ จนมันหลุดลงมา ก่อนจะกวาดสายตาอ่านกระดาษแผ่นนั้นอย่างรวดเร็ว
 
"ยิ้มหน่อยสิ...ชั้นชอบรอยยิ้มของนายมากเลยนะ..ยิ้มให้ชั้นได้มั้ย.."ฮีชอลพยายามมองหาคนที่ตัวเองนึกถึงและกำลังเล่นพิเรนทร์ๆ อะไรอยู่ก็ไม่รู้ แต่ในรัศมีสายตาเขากลับมองไม่เห็นเงาผิดปกติอะไรเลย มือเล็กยัดตุ๊กตาตัวนั้นลงกระเป๋าเสื้อตรงอกด้านซ้ายแล้วหันหลังกลับไป
 
คนตัวเล็กที่ถือดอกทานตะวันเดินย้อนกลับไปที่สวนไม้ประดับ เผื่อว่าไอ้บ้านั่นจะซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้หรือต้นไม้ใหญ่สักต้น แต่พอเดินกลับมาที่ริมแม่น้ำฮีชอลก็เห็นกล่องอะไรสักอย่างลอยอยู่กลางน้ำ ตรงที่จับมีเชือกสีขาวผูกไว้ ปลายอีกด้านผูกอยู่ตรงปลายสะพาน
 
คราวนี้ฮีชอลแน่ใจว่าฮันกยองต้องอยู่แถวนี้แน่ๆ เพราะเมื่อครู่ตอนเขายืนอยู่ยังไม่มีไอ้กล่องบ้านี่อยู่เลย ร่างโปร่งดึงกล่องที่ว่านั่นขึ้นฝั่งมาก่อนจะหยิบขึ้นมาดู
 
กล่องสี่เหลี่ยมทำจากพลาสติกสีส้มอ่อนมีโบว์สีแดงผูกไว้ข้างๆ เชือกสีขาว ฮีชอลเกาหัวตัวเองงงๆ แอบคิดเล่นๆ ว่าฮันกยองอาจจะเอาระเบิดใส่ไว้ให้เขาก็ได้
 
มือเล็กเตรียมจะเปิดกล่องนั้นแต่กลับติดแน่น ดวงตากลมจ้องดูใกล้ๆ จึงรู้ว่ากล่องของเล่นเด็กนี้ต้องใช้กุญแจไข แต่ทั่วทั้งกล่องกลับไม่มีอะไรที่เหมือนจะเป็นกุญแจเลย ฮีชอลเขย่ากล่องนั้นดูก็ได้ยินเสียงกุกกักเหมือนมีวัตถุสองชิ้นอยู่ด้านใน พอพลิกใต้กล่องขึ้นมาเขาก็มองเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่อยู่ในซองพลาสติกบางๆ แปะอยู่ใต้กล่อง ฮีชอลดึงมันออกมาแล้วแล้วฉีกซองพลาสติกออกอ่านกระดาษนั้น
 
"ในกล่องนี้...มีหัวใจสองดวง...ของคนสองคน...คุณคือหนึ่งในเจ้าของมันหรือเปล่า?.." หน้าแรกมีข้อความเพียงแค่นี้ มือขาวพลิกแผ่นกระดาษขึ้นอ่านอีกด้านก็มีลายมือภาษาอังกฤษหวัดๆ เขียนไว้ว่า
 
"Let butterfly lead your heart." ฮีชอลเงยหน้าขึ้นแล้วมองเห็นผีเสื้อตัวเดิมยังคงวนเวียนอยู่แถวดอกไม้ไม่ห่างจากตัวเขาไป ร่างบางค่อยๆ เดินตามผีเสื้อตัวนั้นมาจนถึงมวลดอกไม้หลากสี แต่แล้วอยู่ดีๆ ผีเสื้อตัวนั้นก็บินหายไปทันที
 
"เดี๋ยวสิ" ฮีชอลเผลอเรียกเจ้าผีเสื้อตัวเล็กที่ตีปีกหนีเขาไปแล้ว มือเล็กยื่นออกไปแต่ก็คว้าได้เพียงอากาศ
 
"โธ่ แล้วจะไปหากุญแจได้ที่ไหนเนี่ย" บ่นกับตัวเองเบาๆแล้วหิ้วกล่องนั้นเดินเลาะธารน้ำสายเล็กไปเรื่อยๆ พยายามจะมองหาเจ้าผีเสื้อแสนซนตัวนั้น ฮีชอลเข้ามาในพื้นที่ไม้ดัดที่ต้นไม้สีเขียวถูกตัดตกแต่งเป็นรูปทรงต่างๆ กัน บ้างก็เป็นรูปสัตว์ บ้างก็เป็นรูปทรงเรขาคณิต ร่างบางเดินไปเรื่อยๆ แล้วสะดุดกับก้อนหินบนพื้นหญ้า คนตัวเล็กทรงตัวไว้ได้ทันแล้วบ่นกับตัวเองที่ซุ่มซ่าม ฮีชอลหันไปสังเกตเห็นต้นไม้ดัดต้นหนึ่งที่ถูกตัดแต่งเป็นรูปผีเสื้อ...
 
ผีเสื้อ....?
 
"Let butterfly lead your heart." ฮีชอลพึมพำกับตัวเองเบาๆ แล้วสาวเท้าตรงไปยังต้นไม้ต้นนั้น บนตัวผีเสื้อมีตุ๊กตาสำลีอีกตัวที่ผูกติดกับดอกทานตะวันอีกดอก ฮีชอลยืดตัวเอื้อมหยิบตุ๊กตาตัวนั้นมา เพิ่งสังเกตเห็นว่ามันใส่เสื้อที่มีตัว H ปักอยู่เหมือนไอ้ตัวแรกในกระเป๋าเขา
 
"เล่นอะไรของเขาเนี่ย" บ่นพึมพำเบาๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่เดินตามหาสิ่งที่ฮันกยองแอบวางไว้ เพราะอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะมาไม้ไหน ด้านปลายเท้าของตุ๊กตาตัวเล็กมีสายสร้อยเงินมัดไว้พร้อมกับกุญแจเหล็ก
 
"อ่อ..ผีเสื้ออันนี้หรอกเหรอ" ว่าแล้วก็คว้ากุญแจนั้นมาเปิดกล่องสีส้มอ่อนที่ตนถือมาด้วย
 
ฮีชอลใจเต้นแรงอยากรู้ว่าอะไรอยู่ในนั้น ทันทีที่มีเสียงคลิกจากตัวกล่อง มือเล็กก็รีบเปิดฝากล่องออกทันที ดวงตากลมโตสั่นระริกเมื่อมองเห็นของในกล่องพลาสติก ฮีชอลค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบวัตถุชิ้นแรกขึ้นมา
 
วัตถุสี่เหลี่ยมสีขาวบอบบางที่มีหน้าจอสกรีนขนาดกว้างพอประมาณสีดำสนิท ฮีชอลกดปุ่มเปิดเครื่องเล่น iPod ทั้งที่ไม่รู้เหมือนกันว่าในเครื่องเล่นจะมีอะไรอยู่
 
นิ้วเรียวจัดการเปิดไฟล์ที่มีอยู่ในตัวเครื่อง ร่างบางใส่หูฟังข้างหนึ่งเข้ากับหูของตนแล้วกดเล่นไฟล์วีดีโอในเครื่อง
 
ภาพบนจอสกรีนทำเอาฮีชอลแทบจะทรุดตัวลง มันเป็นวีดีโอตอนที่ตัวเขาเองนอนหลับอยู่บนเตียงของฮันกยองในอ้อมกอดของฮันกยองขณะที่ชายหนุ่มก็เป็นคนแอบถ่ายเอาไว้เอง เสียงทุ้มพูดเบาๆ ขณะซูมเข้าซูมออกมายังใบหน้าหวานที่หลับสนิท นิ้วเรียวของชายหนุ่มเกลี่ยไปทั่วใบหน้าสวยอย่างทะนุถนอมพร้อมพูดความในใจของตน
 
"ฮีชอล..นายเหมือนนางฟ้าจริงนะๆ..นางฟ้าที่เข้ามาในชีวิตชั้น...นายสวย...สวยจนชั้นพูดไม่ออกเลยว่าจะมีใครในโลกนี้ที่สวยได้เท่านาย..นี่...ฮีชอล..รู้อะไรหรือเปล่า...ชั้นรักนายมากเลยนะ..อ่า...ถึงชั้นจะไม่เคยพูดกับนายก็เถอะ...แต่ชั้นรักนายมากจริงๆ...ชั้นลองคิดดูว่าหากชีวิตชั้นไม่มีนายชั้นจะเป็นยังไง...นายรู้ไหมชั้นเห็นอะไร..ชั้นเห็นแต่ความว่างเปล่า...ไม่รู้หรอกว่าชั้นเจ็บปวดขนาดไหนที่รู้ความจริงในตอนแรกว่านายไม่เคยรักชั้นเลย นายเข้ามาหลอกลวงชั้น นายเคยรู้สึกเหมือนโดนอิฐเป็นล้านก้อนเขวี้ยงใส่หรือเปล่า? นั่นแหละความรู้สึกชั้น ชั้นขอโทษนะที่ชั้นทำร้ายนายไปเพราะความโกรธ ชั้นรุนแรง หยาบคายกับนาย ทั้งๆ ที่ชั้นเคยตั้งใจจะทะนุถนอมนายเอาไว้ รอเวลาให้นายเต็มใจ ชั้นไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมความรู้สึกที่ชั้นมีให้นายมันต่างจากคนอื่นๆ ในชีวิตของชั้น..มันคงเรียกว่าความรักล่ะมั้ง..ใช่มั้ยฮีชอล?...ชั้นคงตั้งใจจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของชั้นกับนายคนเดียว...นายคงจะโกรธชั้นมากสินะ ที่ชั้นทำไม่ดีกับนาย แต่ชั้นอยากให้นายรู้ว่าชั้นเองก็เจ็บปวดกับการกระทำของตัวเองเหมือนกัน วันนั้นที่ชั้นต้องเอานายไปคืนให้เจย์ นายรู้มั้ยว่าชั้นพยายามมากแค่ไหนที่จะไม่บ้าดีเดือดขึ้นมา แล้วฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าเพื่อเก็บนายเอาไว้ แต่ชั้นก็รู้สึกว่าเราสองคนไม่มีทางขาดกันได้ ไม่รู้ทำไม เกมตานั้น ชั้นไม่คิดเลยว่าชั้นจะชนะเจย์ เทพเจ้าแห่งความโชคดีไม่เคยอยู่เคียงข้างชั้น แต่วันนั้น...ชั้นกลับได้สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตกลับมา...นายรู้มั้ย..ชั้น..เฮ้อ ..ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว..ฮีชอล...ชั้นอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนาย..ชั้นคงจะรักนายจนโง่จริงๆ..ว่าแต่นาย..."
 
ฮันกยองหันกล้องกลับมาแล้วถามกับกล้องนั้นอย่างจริงจัง
 
"นายรักชั้นบ้างหรือเปล่าฮีชอล?..ถ้ารัก...ก็อยู่กับชั้นตลอดไปนะ...."
 
ภาพบนหน้าจอเปลี่ยนมุมอีกครั้ง คราวนี้ร่างสูงค่อยๆ จุมพิตหน้าผากมนของฮีชอลด้วยความรัก..ที่แม้แต่ตัวฮีชอลก็ยังรู้สึกได้เพียงแค่มองภาพภาพนั้นผ่านเครื่องเล่น
 
น้ำตาใสๆ ไหลลงจากดวงตากลมทันทีที่ไฟล์นี้จบ ฮีชอลจำไม่ได้ว่าฮันกยองอัดคลิปนี้ไว้ตอนไหน แต่คงเป็นวันใดวันหนึ่งที่เขากลับมาอยู่กับชายหนุ่มแล้วหลังจากเหตุการณ์ที่ท่าเรือวันนั้น...ตอนนั้นฮีชอลรู้เพียงว่า..ฮันกยองไม่เคยบอกรักเขาเลย...ไม่เคยพูดเลย..จนวันที่ชายหนุ่มถูกยิง...
 
ใบหน้าหวานเปื้อนไปด้วยน้ำตาเมื่อรู้แล้วว่าคนคนนี้รักตนมากแค่ไหน คนตัวเล็กถึงกับตัวสั่นเมื่อรู้สึกตัวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาได้ใช้เวลาที่มีเหลืออยู่อย่างน้อยนิดอย่างไร้ค่าแค่ไหน ใกล้จะต้องจากกันแล้วจะยังทำงี่เง่าใส่กันไปเพื่ออะไร ในเมื่อต่างคนก็ต่างรักกัน แล้วจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร
 
"ฮันกยอง..ฮันกยอง.." คนที่น้ำตาไหลไม่หยุดพึมพำเรียกชื่อคนที่ตนรักสุดหัวใจไม่หยุด เสียงมือถือเครื่องเล็กดังขึ้น ฮีชอลตกใจกับเสียงนั้นก่อนจะเห็นว่ามันคือวัตถุอีกชิ้นในกล่องนั้น นิ้วเรียวกดปุ่มรับสายแล้วเงยหน้าขึ้น
 
"ฮีชอลครับ..."  เสียงนุ่มที่กระซิบข้างหูเขาทุกคืนเมื่อก่อนกำลังเรียกเขาผ่านโทรศัพท์ คนตัวเล็กจ้องมองตรงราวกับคนถูกสะกดจิต ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันไม่ตอบอะไร แต่ดวงตากลมจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างชัดเจน
 
"ผมขอโทษ...ขอโทษสำหรับทุกอย่าง..รักนะ..อยู่กับชั้นนะ...ขอโทษ..ให้อภัยชั้นเถอะ" เสียงทุ้มหยุดลง ฮีชอลกำโทรศัพท์เครื่องเล็กแน่นแล้ววิ่งเข้าไปหาคนที่ยืนห่างเขาไปไม่ถึงเมตร ร่างบางโผเข้ากอดคนที่พยายามง้อทุกวิธีด้วยความรัก น้ำใสๆ เพราะความซาบซึ้งมันยังไหลไม่หยุด คนตัวเล็กสะอื้นเล็กๆ พร้อมอ้อมกอดอบอุ่นของวงแขนหนาที่ตระกองกอดกลับมา มือหนาลูบที่หลังเล็กเบาๆ พร้อมกับจูบที่กลุ่มผมนุ่มด้วยความรัก
 
"ฮีชอล...เวลาที่ดอกไม้โดนน้ำเยอะเกินไปมันจะเฉานะ..ก็เหมือนนาย..ร้องไห้เยอะๆ ไม่ดีนะ ชั้นชอบเวลาดอกไม้บาน เหมือนเวลาที่นายยิ้ม..ไหนยิ้มสิ" เขากระซิบบอกแล้วผละออกมองใบหน้าสวย ฮีชอลหลบสายตาแล้วแสร้งทำเป็นเอ่ย
 
"ไอ้บ้า ใครจะไปยิ้มให้คนปัญญาอ่อนเล่นอะไรก็ไม่รู้อย่างนาย.."
 
"อ้าว..ไม่ชอบเหรอ..คิดตั้งนาน ไปขุดของเล่นซุ่ยเหลียงมาตั้งหลายอย่าง" ฮันกยองทำเป็นว่าด้วยหน้าตาที่น่าสงสาร ฮีชอลมองใบหน้าหล่อที่ดูน้อยใจราวกับเด็กก็เผลอหัวเราะออกมาเล็กๆ
 
"อะ..นายยิ้มแล้ว ดูสิสวยที่สุดเลย.." ว่าแล้วก็ค่อยๆ ก้มลงมอบจุมพิตละมุนละไมที่บอกเล่าความรู้สึกต่างๆ ให้กันและกัน สัมผัสที่เนิ่นนานทั้งอบอุ่นและเร่าร้อนผสมผสานกันจนแทบจะสูบอากาศหายใจออกจากกัน
 
"ฮื่อ..ฮันกยอง.." เสียงหวานเรียกทันทีที่ริมฝีปากบางละออกจากตน ชายหนุ่มจ้องมองฮีชอลด้วยความรู้สึกมากมายแล้วเอ่ย
 
"ครับ.."
 
"ชั้นยังรักนายเหมือนเดิมนะ.."  ดวงหน้าหวานขึ้นสีเล็กๆ เมื่อพูดประโยคนี้ออกมา
 
"ดีใจจัง..." ชายหนุ่มยิ้มกว้างเตรียมจะมอบจุมพิตให้ฮีชอลอีกครั้งแต่คนตัวเล็กรีบสวนกลับมา
 
"แต่ชั้นไม่ให้อภัยนายง่ายๆ หรอก คนนิสัยไม่ดีอย่างนายต้องโดนซะบ้าง" ว่าแล้วก็แลบลิ้นใส่ หมุนตัวออกจากวงแขนแกร่งที่ยืนค้างเพราะประโยคนั้นของฮีชอล
 
โธ่ แล้วนี่วางแผนตั้งมากมายไปเพื่ออะไร เกือบจะสำเร็จแล้วแท้ๆ ให้ตายเถอะ มาเฟียเซ็ง -*-
 
"ฮีชอล..ฮีชอล..รอชั้นก่อนสิ..." ร่างสูงว่าแล้วรีบเดินตามคนตัวเล็กที่เดินไปคว้ากล่องพลาสติกพร้อมดอกไม้ที่ตนทิ้งไว้และเดินไม่รู้ไม่ชี้ออกจากสวนไปทั้งๆ ที่หัวใจอบอุ่นไปด้วยความรู้สึกดีๆ
 
คนงี่เง่าเอาแต่ใจ นิสัยเสียอย่างฮันกยองมันต้องเอาให้เข็ด คราวหน้าจะได้ไม่กล้าทำแบบนี้กับคิม ฮีชอลอีก หุหุ
 
คนที่ตอนนี้มีความสุขที่สุดเดินอมยิ้มไปคนเดียวกะจะแกล้งฮันกยองเล่นให้ชายหนุ่มรู้สำนึกซะบ้าง ร่างบางเดินออกมาจนถึงสวนที่ตัดเรียบถนนเข้าคฤหาสน์เรื่อยไปจนถึงแผ่นหินที่ปูเป็นทางเดินรถ ดวงตากลมมองเห็นรถสปอร์ตวินเทจปี1890 สีแดงเพลิงจอดอยู่หน้าประตูคฤหาสน์สวย ใบหน้าหวานที่อมยิ้มละไมเจื่อนลงทันทีที่เห็นทะเบียนรถคันนั้น ดวงหน้าขาวซีดเผือดหันสายหันขวาเผื่อจะเห็นเจ้าของรถ หัวใจดวงน้อยเต้นแรงด้วยความกดดันและหวาดกลัว ริมฝีปากอิ่มสั่นเล็กน้อยพร้อมมือเล็กที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ รู้ดีว่ารสชาติของคนที่โกหกและถูกจับได้มันเป็นเช่นไร และตอนนี้เขากำลังจะถูกจับได้อีกครั้ง..
 
"ระ...โรส..พี่..." เสียงหวานพึมพำ ยากเหลือเกินที่จะเปล่งเสียงพูดออกมาเป็นคำพูดเมื่อเขาเห็นหลังไวๆของร่างเพรียวที่ยืนอยู่หน้าบ้านของฮันกยอง ผมสีทองเหลืองอร่ามปลิวไสวไปพร้อมแรงลมที่พัดมาไม่ต่างจากอารมณ์ของเจ้าของเลย

=========================================================

ทุกคอมเม้นท์มิ้นท์อ่านนะคะ แล้วก็ขอบอกว่า มิ้นท์ขอบคุณทุกคนมากๆที่ชอบ รัก และติดตามฟิคเรื่องนี้

หลายคนบอกว่าไม่เคยคิดจะอ่านฟิคคู่นี้ แต่พอได้อ่านฟิคเรื่องนี้แล้วชอบ รู้มั้ยคะว่ามิ้นท์ดีใจมาก เพราะมิ้นท์รักคูนี้มาก แต่ถึงยังไง ฟิคเรื่องนี้ของมิ้นท์ก็ไม่ดีเท่าความรักของสองคนนี้เลย (ยิ้ม) เพราะความรักของสองคนนี้มันมีค่ามากเกินบรรยายจริงๆค่ะ (เข้าไปสัมผัสกันได้ในบอร์ดนะคะ ^^)

ขอบคุณทุกคนมากๆนะคะที่ติดตามฟิคเรื่องนี้ อย่าลืมคอมเม้นท์น้าค้า มิ้นท์อยากรู้ความคิดเห็นของคุณ

แล้วเจอกันค่า

เม้นท์เยอะๆเจอกันไวๆ อิอิ โหวตด้วยยิ่งดี

zarmintz aka HXH

edit @ 15 Oct 2009 11:00:05 by zarmintz aka HXH

edit @ 18 Nov 2009 23:42:32 by zarmintz aka HXH

:: Savagely Madden Ch.12 ::

posted on 15 Oct 2009 10:33 by zarmintz  in SavagelyMadden
ร่างสูงที่พยายามข่มตาหลับแต่ก็ไม่สำเร็จพลิกตัวไปมาทั้งๆที่ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืด คนที่อาสามานอนเฝ้าไข้บัดนี้หลับสนิทอยู่ที่เตียงบิวท์อินทางผนังฝั่งตะวันตกของตัวห้องไม่รับรู้ถึงความกังวลของชายหนุ่มเลย
 
ฮันกยองนอนกระสับกระส่ายสุดท้ายเขาก็ทนไม่ได้จึงหันตะแคงข้างขวา นิ้วเรียวไล้หลอดน้ำเกลือสีใสเบาๆแล้วกุมที่จุดซึ่งปลายเข็มแทงเข้าที่เส้นเลือดใหญ่ ร่างสูงกดที่รอยเจาะนั้นแล้วค่อยๆดึงหลอดใสพร้อมเข็มนั้นทั้งๆที่เม้มปากแน่นจนเข็มเงินหลุดออกจากข้อพับ ฮันกยองฉีกปลายแขนเสื้อของตนอีกข้างเป็นทางยาวแล้วเอามาซับเลือดสดๆที่ค่อยๆไหลออกมาจากการถอนเข็มน้ำเกลือ ชายหนุ่มใช้ปากกัดปลายผ้าอีกด้านแล้วผูกเศษผ้านั้นเพื่อห้ามเลือด
 
ขายาวยันตัวลงกับพื้น สายตาคมกวาดตามองเห็นแจ็คเก็ตของฮีชอลที่ถอดทิ้งไว้ตรงโซฟา ชายหนุ่มหันไปมองเห็นโอเวอร์โค้ทของทงเฮที่แขวนอยู่ตรงราวแขวนหมวกและเสื้อคลุม  มือหนาคว้ามันมาสวมทับบนร่างสูงอย่างรวดเร็วพร้อมคว้าแจ็คเก็ตของฮีชอลแล้วสวมร้องเท้าผ้าใบของตนเดินออกจากห้องไป
 
ฮันกยองเดินตามทางเดินที่มีเพียงดวงไฟไม่กี่ดวงเปิดทิ้งไว้เพียงพอให้คนเห็นทางหากใครออกมาเดินตอนกลางคืนมืดๆ ร่างสูงมองไปรอบๆตัวก่อนจะหันไปทางบันไดเพื่อลงจากตัวตึก
 
เมื่อเท้าแตะพื้นดิน ชายหนุ่มลองหลับตาลงเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ยามค่ำคืน เขาใช้ความคิดดูว่าฮีชอลจะไปที่ไหนเพราะคิดว่าคนตัวเล็กคงไปไหนได้ไม่ไกล...
 
ร่างสูงนึกถึงสวนไม้ดัดที่ฮีชอลเคยพาเขาไปเดินเล่นจึงลองไปที่นั่นดู แต่เขากลับพบแต่ความว่างเปล่าของสายหมอกที่ค่อยๆทอดตัวลงมาพร้อมๆกับท้องฟ้าสีดำสนิทซึ่งมีเพียงพระจันทร์ดวงเดียวที่ทอแสงอยู่
 
ฮันกยองถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน ขยับเสื้อโค้ทตัวหนาเข้ากับตัวแล้วยิ่งเป็นห่วงฮีชอลมากขึ้นเพราะเขาไม่รู้ว่าคนตัวเล็กจะหนาวขนาดไหนหากปราศจากแจ็คเก็ตในมือเขาตัวนี้
 
แสงอ่อนๆของจันทร์เจ้าเป็นเพียงสิ่งเดียวที่นำทางให้เขาเดินไปเรื่อยๆทางฝั่งซ้ายมือของตัวสวนไม้ดัดซึ่งเชื่อมเข้ากับสนามเด็กเล่น
 
ร่างสูงค่อยๆสาวเท้าเดินผ่านแผ่นหินหนาไปจนถึงที่แห่งนั้น รอยยิ้มแห่งความดีใจวาดลงบนใบหน้าหล่อเมื่อชายหนุ่มมองเห็นแผ่นหลังของใครบางคนบนชิงช้าสีแดง
 
ฮันกยองเดินเข้าไปหาร่างเล็กอย่างรวดเร็วๆแต่พอใกล้จะถึงตัวเขากลับเปลี่ยนจังหวะก้าวเป็นช้าๆ ค่อยๆย่างกลายเข้าไปจนถึงด้านหลังของร่างบาง
 
ร่างเล็กของฮีชอลนอนหลับสนิทพร้อมเอาหัวพิงเส้นโซ่ชิงช้าขาเล็กแตะพื้นดินไว้เพื่อยันตัวไม่ให้เซ ร่างสูงหยุดมองฮีชอลจากด้านหลัง สลัดแจ็คเก็ตตัวใหญ่ของฮีชอลก่อนจะค่อยๆวางทาบลงบนไหล่เล็กเพื่อห่อหุ้มร่างกายให้ร่างบางไม่ต้องทนหนาวอีกต่อไป
 
ฮันกยองก้มลงโอบกอดฮีชอลไว้จากด้านหลัง เอาคางเกยไว้ที่ไหล่มนเบาๆเพื่อมอบความอบอุ่นให้คนตัวเล็กมากขึ้น
 
ฮีชอลรู้สึกสึกถึงน้ำหนักตัวที่กดลงมาจึงสะดุ้งตื่นทันที รีบยันตัวเองไว้เพราะคิดว่าตนจะหล่นจากชิงช้าแต่กลับสัมผัสได้ถึงอ้อมกอดตรงเอวเล็กที่เกี่ยวแน่น สัมผัสเดิมๆที่คุ้นเคย วงแขนอันอบอุ่นที่กอดเขาเอาไว้เป็นประจำ ล่มหายใจอุ่นร้อนที่ต้นคอทำให้รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวแต่ยังมีอีกคนที่เขารักกำลังโอบกอดเขาเอาไว้ ไม่ปล่อยให้เขาเดียวดายอย่างเหน็บหนาวอีกต่อไป
 
"มานอนแบบนี้น้ำค้างลงนะ เดี๋ยวไม่สบายหรอก" เสียงนุ่มลึกที่ทำให้ฮีชอลนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อเพราะความรู้สึกต่างๆมันกลับเข้ามากดดันเขาอีกครั้ง ความรู้สึกเสียใจที่ต้องยอมเป็นคนจากฮันกยองไป ความรู้น้อยใจที่ชายหนุ่มแทบไม่สนใจ และความรู้สึกรัก...อยากจะอยู่ในอ้อมกอดนี้ตลอดไป
 
ฮีชอลไม่ตอบอะไรชายหนุ่ม ได้แต่นั่งเงียบพยายามควบคุมความรู้สึกตัวเองไม่เผลอแสดงพิรุธและความอ่อนแอให้ฮันกยองเห็น ร่างสูงเองก็เห็นว่าคนตัวเล็กไม่ยอมตอบแล้วเอาแต่นั่งนิ่งจึงถามต่อ
 
"หนาวมั้ย" เสียงกระซิบถามที่ข้างหูเล่นเอาฮีชอลสั่นสะท้านไปถึงหัวใจ ร่างเล็กขยับตัวนิดๆเหมือนจะเคลื่อนตัวออกจากวงแขนแกร่ง แต่ก็ไม่ได้ขืนตัวสลัดตนออกจากอ้อมกอดของฮันกยอง
 
"ขึ้นไปข้างบนตึกเถอะ ชั้นกลัวนายเป็นหวัด อากาศยิ่งหนาวๆอยู่ด้วย" ความเป็นห่วงถ่ายทอดผ่านปลายนิ้วที่สัมผัส ฮันกยองคลายวงแขนออกแล้วจับไหล่มนทั้งสองข้างเหมือนจะดึงให้ฮีชอลลุกขึ้น
 
คนตัวเล็กยังคงเงียบอยู่แต่ร่างกายกลับลุกขึ้นตามที่เขาบอกโดยอัตโนมัติ         ฮันกยองเดินหลบไปด้านข้างแล้วสวมกอดฮีชอลจากทางด้านหลังเพื่อมอบสัมผัสที่     แนบชิดให้คลายหนาวแก่คนตัวเล็ก
 
"ตัวนายเย็นเฉียบเลยนะ ลมท่าจะแรง" เขาว่าพร้อมขโมยหอมแก้มขาวเนียนที่แม้จะนิ่มแต่กลับสัมผัสได้ถึงความเย็นเชียบเพราะอุณหภูมิที่ลดลง
 
ฮีชอลยังคงไม่ตอบอะไร ฮันกยองสังเกตเห็นความผิดปกติจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
 
"เป็นอะไรไป โกรธชั้นเหรอ"
 
ร่างบางยืนเฉย กำลังชั่งใจตนอยู่ว่าควรจะยอมใจอ่อนกับฮันกยองดีไหม
 
"แล้วถ้าบอกว่าโกรธ นายจะสนใจชั้นเหรอไง" เสียงหวานเอ่ยถามปนด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ร่างสูงยิ้มหวานที่คนตัวเล็กยอมตอบอะไรบ้างแล้ว เขากระชับอ้อมกอดเข้ามากกว่าเดิม นี่นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้กอดฮีชอลได้ถนัดๆแบบนี้
 
"สนสิ ใครจะอยากให้นายโกรธ งอนทีง้อยากยังกับอะไร" ว่าแล้วก็อมยิ้ม ฮีชอลหน้ามุ่ยลงเพราะคำพูดของฮันกยอง เขาเบี่ยงตัวออกเพื่อหันมาตีไปที่แขนหนาข้างขวาดังเพี๊ยะ
 
"เหมือนอะไรห๊ะ?!" ฮีชอลแหวใส่ ฮันกยองได้ทีรีบใช้บทสำออยเข้าใส่ฮีชอล
 
"โอ๊ย...อา.." ชายหนุ่มทำเป็นปล่อยมืออกจากเอวค่อดแล้วจับข้อพับของแขนข้างที่ฮีชอลตีไว้แน่น ทำหน้าเหยเกราวกับว่ามันเจ็บมากมาย
 
"สำออย" ริมฝีปากได้รูปตวัดบอก รู้ว่าชายหนุ่มแกล้งทำ
 
"อะไรเล่าฮีชอล มือก็หนักนะ ยังจะว่าคนอื่นอีก" ร่างสูงว่าแกล้งทำปากยื่นเหมือนเด็กๆ ไม่เข้ากับขนาดตัวตนเองเอาเสียเลย
 
"โอย..เจ็บจริงนะเนี่ย เล่นตีโดนตรงนี้อ่ะ" ยังคงบ่นต่อ ฮีชอลยู่หน้า มองฮันกยองด้วยสายตารำคาญ คว้าแขนใหญ่ขึ้นมาด้วยที่จงใจจะแกล้งดัดเล่น แต่พอเห็นคราบเลือดที่เลอะบริเวณข้อพับ คนตัวเล็กก็ตาโตรีบดึงแขนเสื้อโอเวอร์โค้ทขึ้นมาซึ่งปรากฏให้เห็นรอยแผลกลมๆจากกการเจาะเข็มน้ำเกลือพร้อมเลือดที่ไหลทะลักและเพิ่งจะแห้งกรัง
 
"นายไปทำบ้าอะไรมาห๊ะ?" เงยหน้าขึ้นถาม แม้ดวงตากลมจะดูดุแต่กลับแฝงไว้ด้วยความเป็นห่วง
 
"ก็..เอ่อ..เจ็บอ่ะ" ตอบไม่ตรงคำถามแล้วทำหน้าทำตาอ้อนๆใส่ ฮีชอลมองใบหน้าหล่อแล้วก็อดหวั่นไหวกับสายตานั้นไม่ได้ มือเล็กค้นเข้าไปในกระเป๋ากางเกงตนแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาอีกมือก็ฉุดแขนฮันกยองข้างที่ไม่มีแผลเดินไปยังอ่างล้างมือยาวตรงฝั่งขวาของสนามเด็กเล่น
 
ฮีชอลเปิดก๊อกน้ำสีเงินพร้อมกับน้ำเย็นเฉียบที่ไหลลงมาเป็นสาย  เขาเอาผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นรองน้ำเล็กน้อยพอประมาณ บิดหมาดๆแล้วจับแขนข้างที่ฮันกยองดึงเข็มน้ำเกลือออกขึ้นหงายท้องแขน มือขาวค่อยๆบรรจงเช็ดคาบเลือดที่เกรอะกรังและยังไหลซิบๆอยู่ให้สะอาด แก้เศษผ้าที่ฮันกยองผูกไว้ออกจนมองเห็นรอยช้ำของเลือดที่ถูกปิดทางเดิน ดวงตากลมช้อนขึ้นมองก่อนจะเอ่ยถามขณะค่อยๆนวดบริเวณแขนที่ช้ำ
 
"เข็มน้ำเกลือใช่มั้ย?"  ฮันกยองมองคนตรงหน้าที่ดูเหมือนจะเป็นห่วงตนเป็นพิเศษก่อนจะเอ่ยตอบยิ้มๆ
 
"เอ่อ..จะว่าอย่างนั้นก็ถูกนะ"
 
"อย่าบอกนะว่านายดึงมันออกมา" ฮีชอลถามเสียงสูง  จ้องหน้าชายหนุ่มด้วยความตกใจ
 
"ก็..ก็...ถือเสามาด้วยมันยุ่งยากนี่นาแล้วชั้นก็ไม่อยากรบกวนคุณพยาบาลให้มาช่วยชั้น...ก็เลย.." พูดยังไม่ทันจบร่างเล็กก็พูดตัดหน้า
 
"ก็เลยดึงเข็มน้ำเกลือออกเสียเองนี่นะ นายบ้าไปแล้วเหรอ" ส่งสายตาไม่พอใจกลับไปแม้ในใจจะเป็นห่วงมากก็เถอะ
 
"ได้ข่าวว่าเกิดมาก็บ้าดีเดือดอยู่แล้ว แค่นี้เอง ไม่เห็นเป็นไร" ชายหนุ่มตอบ เล่นเอาฮีชอลไม่พอใจกว่าเดิมที่คนตัวสูงไม่รู้จักคิดถึงตัวเองเอาเสียเลย
 
"เออดี งั้นคราวหลังชั้นจะไม่สนใจนายแล้ว" ฮีชอลตอบแล้วสะบัดหน้าใส่เตรียมจะเดินหนีคนที่พูดไม่รู้จักฟัง
 
"เดี๋ยวก่อนสิฮีชอล" ฮันกยองรีบคว้าข้อมือเล็กไว้แล้วเรียกเบาๆ ฮีชอลหยุดนิ่งแล้วรอฟังสิ่งที่เขาจะพูด
 
"ชั้นอุตส่าห์ลงมาหานายนะ" เขาว่า เล่นเอาคนที่ฟังหันขวับมามองอย่างไม่พอใจ
 
"อุตส่าห์เหรอ ชั้นไม่ได้ไปตะโกนแหกปากขอร้องให้นายลงมาหาชั้นสักหน่อย ปล่อย!" ว่าแล้วก็พยายามสะบัดมือตนเองออกจากข้อมือหนา
 
"แต่ชั้นทิ้งให้นายนอนอยู่ข้างนอกท่ามกลางน้ำค้างพวกนี้ไม่ได้หรอกนะ"       ฮันกยองว่า พยายามใจเย็น เรื่องใจร้อนฮีชอลรู้ดีว่าเขาขึ้นชื่อว่าเป็นที่หนึ่ง แต่เพราะคนตรงหน้าคือคนที่เขารัก จึงไม่แปลกถ้าชายหนุ่มจะพยายามสงบอารมณ์ตนเอง
 
"แล้วจะมาสนคนอย่างชั้นทำไม" ฮีชอลเอ่ยถาม ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น รู้สึกโกรธคนที่จับมือเขาเอาไว้อยู่
 
"ก็คนอย่างนายเป็นคนที่ชั้นรัก แล้วทำไมชั้นจะไม่สน" ฮันกยองตอบคำถามจากหัวใจ แต่ดูเหมือนฮีชอลจะยังคงไม่พอใจ ร่างเล็กยังคงเอ่ยหาเรื่องต่อ
 
"นายเคยนับบ้างมั้ยว่านายบอกรักคนมากี่คนแล้ว นายเคยนับบ้างมั้ยว่านายมีใครมากี่คนแล้ว นายเคยนับบ้างมั้ยว่านายทำให้ใครเค้ารักเค้าหลงมามากขนาดไหน ชั้นว่านายนอนกับคนกี่คนนายก็บอกรักคนพวกนั้นทุกคนน่ะแหละ แล้วจะมาเอาอะไรกับคนอย่างชั้น"
 
"ฮีชอล!!!!" ร่างสูงตะโกนใส่อย่างขาดสติ ตอนนี้เขาไม่สนแล้วว่าตัวเองควรพยายามสงบสติอารมณ์เอาไว้เพื่อไม่ให้เรื่องมันไปกันใหญ่ แต่ดูเหมือนร่างเล็กจะไม่เข้าใจและยังพูดดูถูกความรู้สึกของเขาอีก
 
"นายนี่ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นเลยนะ! เอะอะก็เอาแต่ทำตัวแบบนี้ นายทำชั้นเจ็บกี่ครั้งต่อกี่ครั้งชั้นก็ยังให้อภัยนาย เพราะคำว่ารักของชั้นมันมีค่ามากเกินกว่าจะเอาไปพูดเล่นกับใครทั้งนั้น นายเคยรู้อะไรบ้างมั้ย!" ฮันกยองเสียงดัง แววตากร้าวด้วยความโกรธ
 
"แล้วทำไม คิดว่าตัวเองเจ็บเป็นอยู่คนเดียวเหรอ นายรักชั้นเหรอ หึ ฮันกยองให้ตายสิ นายกลับไปเกิดใหม่แล้วพูดคำนี้ชั้นก็ไม่เชื่อนายหรอก นายต่างหากที่ทำร้ายชั้นมาแต่แรก นายต่างหากที่ทำให้ชั้นเจ็บปวด!" ฮีชอลเองก็ไม่ยอมแพ้เถียงกลับเช่นกันมือเล็กสะบัดออกอย่างรุนแรง
 
"ฮีชอล! คนที่สร้างเรื่องทั้งหมดคือนายนะไม่ใช่ชั้น นายเข้ามาหลอกลวงชั้นยังไม่พอ นายใช้ชั้นเป็นเครื่องมือสารพัดเพื่อจะทำตามคำสั่งเจย์ นายเคยห่วงความรู้สึกของชั้นมั้ย? ก็ไม่ แล้วทำไมคนอย่างนายยังกล้าพูด..ยังกล้าพูดอีกเหรอว่านายเจ็บ.." ฮันกยองเองก็ยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ ร่างเล็กจ้องหน้าเขาด้วยความสะเทือนใจที่คนตรงหน้าหยิบยกเรื่องที่เกิดขึ้นมาพูดให้ผิดใจกันเอาตอนนี้
 
"เออ ใช่สิ ชั้นมันเลวใช่มั้ยล่ะ นายว่าชั้นเลวใช่มั้ย..ชั้นจำได้... ก็ชั้นเป็นแบบนี้แล้วทำไม..ชั้นรักเจย์แล้วจะทำไม ชั้นจะหลอกลวงนายแล้วจะทำไม คนอย่างนายก็ดีแต่ปากแล้วก็เก่งแค่ใช้กำลัง นายน่ะสนใจแต่ตัวเอง รักแต่ตัวเอง เอาแต่ใจตัวเองที่สุด นายทำเลวอะไรกับใครไว้ นายก็ไม่เคยจำหรอก" ร่างบางกำมือแน่นถ้อยคำที่ด่าทอฮันกยองใช่ว่าเขาจะตั้งใจพูดออกไป แต่เพราะอยากเอาชนะจึงเผลอหลุดปากออกไปเช่นนั้น
 
"ใช่..ก็ถูก..นายพูดถูก ชั้นมันก็ชั่วแบบนี้แหละ ชั้นดีแต่ทำร้ายคนอื่น จนบางครั้งชั้นก็ได้แต่พยายามให้อภัยคนที่ชั้นรักที่สุดที่ชั้นเผลอทำอะไรรุนแรงกับเขาไปทั้งๆที่เขาทำร้ายจิตใจชั้นขนาดไหนก็ตาม นอกจากชั้นจะชั่วแล้วชั้นก็โง่อีกด้วย โง่ที่คิดว่าคนอย่างนายน่ะคิดจะเข้ามาในชีวิตชั้นอย่างจริงใจ โง่ที่รักคนที่ไม่แคร์ความรู้สึกของคนอื่นอย่างนาย โง่ที่ไว้ใจคนที่ตัวเองรักและคิดว่าชีวิตนี้คงหยุดที่แค่คนคนนี้คนเดียว ชั้นมันก็แค่โง่ที่ถูกนายหลอกมาตลอด แล้วชั้นก็ยังจะยอมโง่ เพื่อเชื่อว่าคำรักของนายมันจริงและหมายความเช่นนั้น แม้ใจจริงแล้วนายอาจจะเกลียดชั้นมากมายและรังเกียจชั้นขนาดไหน แต่ชั้นก็ยังจะเชื่อ...ว่านายรักชั้น...ถ้าจะโง่..ชั้นก็โง่ที่สุด เพราะคนอย่างนาย" คำสุดท้ายฮันกยองจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตสีอ่อน แววตาเจ็บปวดของเขาถ่ายทอดเรื่องราวพร้อมคำพูดเขาได้อย่างดี ฮีชอลรู้สึกเหมือนโดนกระแทกเข้าที่หัวใจ เพิ่งจะรู้สึกตัว...ว่าทิฐิของตนทำร้ายความรู้สึกของคนตรงหน้ามากขนาดไหน
 
"ช่างเถอะ ไม่ว่าชั้นทำอะไรไป นายก็คงไม่เปลี่ยนความรู้สึกที่นายมีต่อชั้นตลอดมา แต่ชั้นก็ดีใจที่นายเกลียดชั้น เพราะอย่างน้อยนายก็จะไม่ลืมชั้น...ไม่ลืมว่าชั้นเป็นคนที่นายเกลียด...แม้คนๆนี้จะรักนายได้แค่คนเดียวก็ตาม" คำพูดของฮันกยองนั้นไม่ได้ทำให้แค่ตัวเขาเองที่เจ็บปวด แต่คนที่ฟัง...คนที่ก็รักเขาเช่นกันอย่างฮีชอล...ก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน
 
ชายหนุ่มหันหลังเตรียมจะเดินกลับขึ้นตึก แต่อยู่ดีๆคนที่กำมือแน่นแล้วก้มหน้านิ่งก็เรียกชื่อเขา
 
"ฮันกยอง!" ร่างสูงหันกลับมาตามเสียงนั้นพร้อมกับที่ฮีชอลวาดมือเล็กผ่านอากาศกระทบลงที่ใบหน้าหล่ออย่างรวดเร็วจนเขาหน้าหัน
 
ชายหนุ่มจับใบหน้าของตนแล้วมองฮีชอลที่ยืนฝืนน้ำตาตัวเองอยู่จนตัวสั่น น้ำ ใสๆที่คลอดวงตากลมที่เขารักนักรักหนาทำเอาเขาไม่เข้าใจกับการกระทำของร่างเล็ก ฮีชอลเม้มริมฝีปากแน่นแล้วตะโกนใส่หน้าฮันกยอง
 
"อย่า...อย่าพูดแบบนี้...อย่าเอาคำว่ารักของชั้นมาดูถูก....อย่าพูดแบบนี้อีกได้มั้ย! ฮือๆ" คนตัวเล็กหมดปัญญาจะห้ามความรู้สึกอึดอัดของตัวเองได้แต่ปล่อยโฮแล้ววิ่งเข้ากอดร่างสูงตรงหน้า ฮันกยองถึงกับผงะและตกใจที่ฮีชอลเองร้องไห้ออกมา เขาไม่ได้ตั้งใจให้คนรักต้องเสียน้ำตาเพราะเขา
 
"ฮือๆ...ฮันกยอง..นายจะเห็นชั้นเป็นของเล่นของนายชั้นไม่ว่า..แต่ขอเถอะ...ฮึก..อย่าเอาคำว่ารักของชั้นไปคิดแบบนั้น ไปพูดแบบนั้น..ฮือๆ" ฮีชอลกอดฮันกยองแน่น มือเล็กขยุ้มโอเวอร์โค้ทตัวหนาเอาไว้พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมา ฮันกยองจะโกรธจะว่าเขายังไงก็ไม่เจ็บปวดเท่าที่ฮันกยองคิดว่าเขาไม่ได้รักชายหนุ่มจริงๆ ยิ่งวันมะรืนนี้เขาจะต้องจากชายหนุ่มไปแล้วด้วย เขาทนไม่ได้ ถ้าหากเขาจะต้องจากไปทั้งๆที่ฮันกยองคิดว่าเขาไม่ได้รักชายหนุ่มจริงๆ เพราะทุกอย่างที่ฮีชอลยอมเสียมาโดยตลอดก็เพราะคนตรงหน้าเพียงคนเดียว
 
"ฮีชอล.." เขาพึมพำเรียกคนที่กอดตนอยู่เบาๆแล้วโอบแขนหนาเข้าทาบทับกับคนตัวเล็ก มือใหญ่วางลงที่กลุ่มผมสีน้ำตาลนุ่มแล้วลูบเบาๆผ่านเรือนผมนั้น แม้ว่าเขาเองจะเจ็บเพราะคำพูดของฮีชอลขนาดไหน แต่พอเห็นน้ำตาของร่างบางแล้วเขาเองก็โกรธฮีชอลไม่ลง แม้คนที่ควรจะพูดประโยคนั้นน่าจะเป็นเขามากกว่า...ว่าอย่าเอาคำว่ารักของเขามาดูถูก....เพราะฮีชอลคือคนแรกที่เขากล้าพูดคำว่ารักด้วย...
 
"โอ๋ๆคนดีๆ ผมขอโทษครับ ขอโทษๆ อย่าร้องนะ ชั้นรักนายนะฮีชอล...เชื่อชั้นเถอะ..ชั้นไม่เคยรักใครมาก่อน...นอกจากนาย...ขอโทษนะ" ชายหนุ่มกดจมูกคมสันผ่านเส้นผมสีอ่อน จูบเบาๆที่ข้างหูเพื่อย้ำในความรู้สึกของคำนั้น ฮีชอลยังคงน้ำตาไหลไม่หยุด เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องมาร้องไห้ให้คนบ้าๆนี่ โดยเฉพาะเพื่อให้ชายหนุ่มเชื่อว่าเขารักฮันกยองจริง
 
"ฮือๆ...ชั้น..ชะ..ชั้น..ฮึก.. ฮือๆ" คนตัวเล็กเริ่มพูดไม่รู้เรื่องเพราะถ้อยคำมากมายและสิ่งที่อยากจะพูดมันเยอะเกินจะเรียบเรียงออกมาเป็นประโยค ฮันกยองกอดฮีชอลแน่น สัมผัสแนบชิดระหว่างกันและกันทำเอาชายหนุ่มอยากจะตระกองกอดคนรักไว้ทั้งตัว
 
"ฮีชอล..พูดอีกทีสิ..บอกชั้นทีว่านายคิดยังไง..รู้สึกยังไงกับชั้น" ฮันกยองเอ่ยถามพร้อมดึงคนตัวเล็กห่างจากตัวเพื่อมองใบหน้าหวานซึ่งเปื้อนไปด้วยน้ำใสๆ นิ้วเรียวเกลี่ยไปทั่วเพื่อเช็ดคราบน้ำตา ไม่ชอบเลยเวลาที่ฮีชอลร้องไห้แบบนี้
 
"รัก...รัก..มากด้วย" ถ้อยคำสั้นๆแต่คนตัวสูงคิดว่ามันช่างน่าฟังและน่ารักที่สุด แล้วแบบนี้ใครจะยังไปโกรธลง ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าคำพูดของฮีชอลอยากจะทำให้ชายหนุ่มอยากกอดฮีชอลขนาดไหน
 
"เหรอครับ.." เขาถามเสียงแผ่วเบาแล้วเชยคางเรียวขึ้น ฮีชอลสบสายตาที่มีความหมายลึกซึ้งของฮันกยองแล้วรู้สึกสั่นสะท้าน เข้าใจตัวเองแล้วว่ารักคนตรงหน้ามากขนาดไหนและขาดเขาไม่ได้ขนาดไหน
 
"รักเหมือนกันนะ" ว่าแล้วก็ค่อยๆโน้มหน้าลงเพื่อมอบจุมพิตให้เรียวปากสวย ริมฝีปากอิ่มรอรับสัมผัสที่อ่อนโยนจากรสจูบนั้น เมื่อลิ้นร้อนไล้โลมเล้าก็ยอมให้เข้ามาฉกชิมความหอมหวานได้ง่ายดาย เพราะฮีชอลเองก็ต้องการสัมผัสรัก..จากฮันกยองเช่นกัน ปลายลิ้นเล็กซึบซับความรู้สึกจากฮันกยองผ่านจุมพิตที่อ่อนโยนซึ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นร้อนแรงเพราะความต้องการของคนสองคนที่ปะทุขึ้น...นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้กอดกัน สัมผัสกันอย่างแนบชิด...ครั้งสุดท้าย...มันนานเหลือเกิน..
 
"อา..ฮันกยอง.." ร่างบางพึมพำเรียกชื่อชายหนุ่มเบาๆเมื่อเขาถอนริมฝีปากออกเพื่อให้คนตัวเล็กได้หายใจบ้างก่อนจะก้มลงมอบจูบอันดูดดื่มราวกับผึ้งที่ดูดกลืนน้ำหวานไม่รู้เบื่อต่อไป
 
"ฮีชอล...อือ..หวานจัง" เขาละริมฝีปากออกก่อนจะพึมพำเบาๆ เรียวปากสวยที่เป็นสีสดจากการถูกบดขยี้เล็กๆเอ่ยถาม ช้อนสายตาขึ้นมองอย่างออดอ้อนไม่รู้ตัวว่ากำลังเชิญชวนร่างสูงอยู่
 
"อะไรเหรอ?"
 
"ขอกอด..ได้มั้ย..ชั้นต้องการนาย.."  ถามเอาตรงๆเล่นเอาคนน่ารักหน้าขึ้นสีหวานทันที ฮีชอลหลุบสายตาลงไม่กล้าจ้องหน้าชายหนุ่ม รู้สึกอายที่ฮันกยองเล่นถามมาแบบนี้
 
"บ้า..ที่นี่โรงพยาบาลนะ ทำอะไรได้ที่ไหน" ว่าแล้วก็ซุกหน้าเข้าหาอกกว้าง กระดากอายกับถ้อยคำที่ตนพูดไป เพราะแม้มันจะเป็นคำปฏิเสธ แต่ความหมายกลับเป็นคำตกลงชัดๆ
 
"หืม? ใครว่าไม่ได้ล่ะ มานี่สิ" ไม่รอให้ร่างบางเอ่ยห้าม ฮันกยองดึงข้อมือเล็กให้เดินตามมาเขาขึ้นตึกไปยังห้องรับรองพิเศษสำหรับแขกวีไอพีเช่นเขาเป็นต้น
 
ชายหนุ่มพาฮีชอลเข้ามาในห้องนั้นแล้วล็อคประตูลงกลอนอย่างรวดเร็วก่อนจะหันมายิ้มหวานใส่ ฮีชอลรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนกับฮันกยองกำลังจะทำ ใบหน้าขาวที่เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อก้มลงอย่างรวดเร็วรู้ว่าตัวเองก็ต้องการชายหนุ่มเช่นกัน
 
"จะทำบ้าอะไรห๊ะ ฮันกยอง! " ทำเป็นแหวใส่แต่กลับหน้าแดงไม่หยุด ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้จนฮีชอลต้องถอยหลังไปเรื่อยๆแล้วนั่งลงกับโซฟาในห้องที่เหมือนกับห้องที่เขาเคยนั่งรอฮันกยองเมื่อตอนที่ชายหนุ่มได้รับการผ่าตัดเพียงแต่ห้องนี้เป็นห้องรับรองแขกก็ตัวตึกผู่ป่วยพิเศษไม่ใช่ผู่ป่วยฉุกเฉิน และเพราะตึกนี้เป็นตึกวีไอพี พูดให้ถูกก็คือตึกพิเศษของพวกคนรวยทั้งหลาย น้อยคนนักจึงจะได้พักที่ตึกนี้และไม่ต้องห่วงเลยว่าจะมีคนเดินเข้ามาเจอพวกเขาตอนที่กำลังทำอะไรอยู่
 
"ก็ทำแบบที่นายคิดไงเล่า" เสียงนุ่มเอ่ยตอบแล้วล้มตัวลงทาบทับร่างเล็กเอาไว้กับพนักวางมือไม่ให้ดิ้นหนีไปไหนได้ ฮีชอลทุบไหล่กว้างเป็นเชิงขัดขืนแต่มีหรือ         ฮันกยองจะยอมปล่อย ในเมื่อของหวานอยู่ตรงหน้าไม่ชิมรสก็โง่เกินไปแล้ว
 
"ฮันกยองไม่เอานะ..ฮื่อ..อย่าสิ จั๊กกะจี้นะ" พยายามจะดันร่างสูงออก ขณะที่เขาขบปลายหูเบาๆพร้อมซุกไซ้ซอกคอขาวที่เขาโปรดปรานมากมายและไม่ได้แตะต้องมาหลายอาทิตย์ ฝ่ามือร้อนค่อยๆถอดแจ็คเก็ตตัวหนาออกตามด้วยเสื้อยืดคอวีที่ฮีชอลชอบใส่ ก่อนจะก้มลงประกบปากกับร่างเล็กเพื่อให้หยุดบ่นเสียที เขาไม่อยากฟังฮีชอลพูดอย่างอื่นนอกจากเสียงหวานๆที่ครางเพราะความรัญจวนใจจากสัมผัสของเขา
 
เวลาสองอาทิตย์กว่าๆเพียงพอเพื่อให้บาดแผลของเขาเยียวยา ชายหนุ่มจึงไม่มีปัญหากับการที่ต้องใช้กำลังนิดๆหน่อยๆเพื่อความสุขของเขาทั้งสองคน
 
ริมฝีปากร้อนไล่จูบอกบางก่อนจะดูดดุนที่ยอดอกเล็กซึ่งแข็งขืนสู้ลิ้นเขาทันทีจากที่ห่างหายสัมผัสร้อนนี้มานาน ฮีชอลแทบจะละลายแล้วจริงๆไม่ต่างจากหิมะที่เจอแสงแดดจ้าในวันพระอาทิตย์ทอแสง เขาระทวยไปหมดไม่ว่าฮันกยองแตะต้องส่วนไหนก็ตาม
 
ร่างสูงยอมละออกจากร่างสวยเพื่อจัดการกับเสื้ออาภรณ์ที่ห่อหุ้มตนเองอยู่ เขาสลัดเสื้อโค้ททิ้งลงกับพื้นตามด้วยเสื้อสีอ่อนของชุดผู้ป่วยแล้วกลับมาหยอกล้อกับผิวสวยด้วยความรักและต้องการ
 
"อะ..อา.ฮัน.." ฮีชอลพยายามฝืนตัวเองไม่ส่งเสียงออกมา แต่สัมผัสที่นุ่มลึกแต่ร้อนแรงของคนด้านบนก็เล่นเอาเขาทนไม่ไหวอีกต่อไป
 
"ฮีชอล...อย่าฝืนสิ..ชั้นชอบเสียงหวานๆของนายที่สุดเลยนะ" ฮันกยองที่รู้ทันเอ่ยดักทางก่อนจะวาดลิ้นร้อนรอบๆหน้าท้องเนียนเรียบที่หดเกร็งทันทีเพราะสัมผัสอุ่น ความรู้สึกหวาบหวามมันไปรวมกันที่หว่างขาเรียวที่เริ่มขยายตัวขึ้นมา
 
"อา..ฮันกยอง..นะ..นาย.." ฮีชอลไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดออกมาได้หากชายหนุ่มยังไม่เลิกแตะต้องเขาอยู่แบบนี้ ฝ่ามือหนาเกาะกุมกับสิ่งที่เคลื่อนไหวด้านล่าง ยิ้มมุมปากด้วยอารมณ์ของคนที่เหนือกว่า
 
"รู้สึกเร็วจัง..คิดถึงชั้นใช่มั้ย...." ว่าแล้วก็ก้มลงสัมผัสเรียวปากที่เผยอออกเตรียมจะตอบกลับอย่างรุนแรงและเร่าร้อน  ทันทีทีถอนริมฝีปากออกฮีชอลก็รีบเถียงทั้งๆที่ใบหน้าแดงซ่าน
 
"บ้า ใครจะไปคิดถึงเจอหน้าอยู่ทุกวัน" ว่าแล้วก็ค้อนให้วงใหญ่ ร่างสูงหัวเราะออกมาเล่นๆ พร้อมกับที่วนเวียนกดจูบเลียไล้อยู่บริเวณผิวขาวเนียนของคอระหง เขาซุกไซ้จะจมูกโด่งไม่อยู่สุข ชอบตัวของฮีชอล..ชอบกลิ่นของผิวเนื้อสวยที่ขึ้นสีอ่อนทุกครั้งที่เขาสัมผัส
 
"นายคิดถึงสัมผัสของชั้นใช่มั้ยล่ะ ไม่ต้องโกหกเลย" พูดไปก็ไล่จูบไปสร้างความรู้สึกต้องการให้คนตัวเล็กไม่หยุด ฮีชอลแพ้เขาเสมอเวลาที่เล่นเกมรัก ต้องยอมให้ ฮันกยองเสมอเพราะเขาเชี่ยวชาญกว่าและรู้ว่าควรจะสัมผัสส่วนไหนเพื่อให้ฮีชอลต้องการเขาเช่นกัน
 
ร่างสูงวกกลับมายังหน้าอกขาวอีกครั้ง ก่อนจะครอบริมฝีปากบางลงไล้กระตุ้นให้ฮีชอลตื่นตัว ปุ่มสวยแข็งเป็นไตพร้อมกับที่ฮีชอลเผลอดันอกบางขึ้นให้ฮันกยองกดจูบได้สะดวกขึ้น
 
"เห็นมั้ยล่า ร่างกายนายยังไม่โกหกเลยนะฮีชอล ไหนพูดหวานๆให้ฟังหน่อยสิ" เสียงทุ้มว่า เขาเองก็แทบสติกระเจิดกระเจิงเช่นกันเมื่อได้สัมผัสร่างสวยที่ยั่วยวนขนาดนี้
 
"อา..อะไรเล่า.." ฮีชอลทำเป็นตัดพ้อ แต่ใบหน้าหวานกลับหลับตาลงเพื่อสัมผัสความรู้สึกหวามเมื่อฮันกยองสัมผัสท่อนล่าง
 
"จุ๊บ" ชายหนุ่มสัมผัสสิ่งที่ตื่นตัวเต็มที่ผ่านกางเกงผ้าเนื้อหนาที่ฮีชอลใส่ มือใหญ่ค่อยๆดึงมันลงอย่างใจเย็น ต้องการแกล้งให้ฮีชอลทรมานเล่น
 
ทันทีที่กางเกงเจ้าปัญหาไหลลงจนถึงเข่าของร่างเล็ก ฮันกยองก็ใช้นิ้วเกี่ยว     บ็อกเซอร์สีแดงลงเผยให้เห็นตัวตนของฮีชอลที่ตั้งหน้าตั้งตารอการปลดปล่อย
 
"อืม...ตรงนี้ก็หวานแฮะ"  ริมฝีปากร้อนที่ค่อยๆครอบคลุมส่วนปลายเอ่ยบอกนิดๆเพื่อให้คนตัวเล็กรู้สึกอายเล่นก่อนจะตรงเข้าครอบคลุมทั้งส่วนจนทั่ว โพรงปากหนาที่ดูดคลึงท่อนเนื้อนั้นไม่ต่างจากอาหารหวานอันโอชะ
 
"อา..อะ..อ๊า..ฮัน..อย่าแกล้งสิ"  ฮีชอลว่าเพราะชายหนุ่มเปลี่ยนมาใช้ฟันคมขูดความเป็นชายของฮีชอลเล่น สร้างความเสียวซ่านกว่าเดิม น้ำคาวใสๆค่อยๆไหลเยิ้มจากสัมผัสนั้น
 
"ฮันกยอง..อย่าทรมานกันแบบนี้..อา..." ฮีชอลเอ่ยเรียกร้องแต่พยายามเลี่ยงการขอตรงๆเพราะยังอายอยู่ ฮันกยองยิ่งได้ใจ เขาละริมฝีปากออกจากแก่นกายนั้นแล้วขึ้นทาบทับตัวฮีชอลจูบที่คางมนก่อนจะเป็นริมฝีปากอิ่ม
 
"นี่..อย่าทำแบบนี้นะ..จะทำก็ทำให้เสร็จสิ" ฮีชอลดันตัวร่างสูงออกแล้วเอ่ยเสียงเขียว
 
"อยากให้ทำว่างั้นสิ" เขาถามแล้วหอมแก้มนวลแรงๆ ฮีชอลพยักหน้าเล็กๆรู้สึกเสียเปรียบที่ต้องเป็นคนร้องขอเขาไปเสียทุกครั้ง
 
"งั้นร้องขอหวานๆสิ หวานแค่ไหนชั้นทำให้นายแค่นั้น ตกลงมั้ย" ฮันกยองยื่นข้อเสนอ ฮีชอลรีบแหวใส่ทันที
 
"ขี้โกงอ่ะ เรื่องอะไรเล่า..อา.." เผลอครางออกไปเล็กๆเมื่อมือหนาตรงเข้าสัมผัสตรงนั้นแทนคำสั่งจากร่างสูง  ฮีชอลไม่ต้องการให้ฮันกยองเอามือออกจากส่วนนั้นแต่ก็หมดปัญญาจะขัดขืน
 
"เร็วสิครับ ไม่งั้นไม่ทำให้นะ" กระซิบบอกเสียงพร่า ฮีชอลรู้ตัวว่าขาดฮันกยองไม่ได้อย่างแท้จริงจึงยอมทำตัวน่าอายร้องขอเขาเสียงหวานจนฮันกยองพอใจ
 
"อะ..อา..ที่รัก..ช่วยชั้นหน่อยนะ ชั้นต้อง..การ..อา...นาย..ชั้นรักนาย...ฮันกยอง.."
 
ร่างสูงทนความน่ารักของคนด้านล่างไม่ไหวจึงก้มลงจูบฮีชอลอย่างรุนแรงพร้อมกับที่คนตัวเล็กก็จูบตอบ กลีบเนื้อบางเกี่ยวสัมผัสกันไม่ปล่อยดูดซับความรู้สึก ความต้องการที่มากมาย มือหนาไหลลงจัดการตามที่ฮีชอลร้องขอทันที ฝ่ามือร้อนครอบคลุมรัดแก่นกายของฮีชอลไว้แล้วรูดขึ้นลงอย่างเร็วและรุนแรงจนฮีชอลเองต้องยันสะโพกขึ้น กอดคอของร่างหนาเอาไว้เพื่อจูบปากกับฮันกยองระบายความเสียวซ่านของช่วงล่างที่เอ่อล้น มือเล็กสัมผัสไปโดนผ้าพันแผลจากรอยที่ลูกกระสุนฝังในบนไหล่ขวา แตะมันเบาๆไม่อยากให้บาดแผลของชายหนุ่มกระเทือนทั้งๆที่ตัวเองแทบจะดิ้นพร่านจากสัมผัสร้อนเพราะฮันกยอง ในที่สุดฮีชอลก็ทนไม่ไหวปลดปล่อยความรู้สึกรักออกมาเป็นน้ำคาวๆที่ไหลเยิ้มเปื้อนไปทั่วหน้าท้องแกร่งและฝ่ามือของฮันกยอง
 
"แฮ่กๆ...อา..อือ.."  ฮีชอบหอบหายใจจากการสำเร็จความต้องการและละจาก         ริมฝีปากร้อนที่ทาบทับเรียวปากอิ่มของเขาไม่ยอมหยุด  ร่างสูงกอดเขาเอาไว้แน่นเรียวแขนเล็กเองก็ไม่ยอมปล่อยร่างสูงเช่นกัน
 
"นายน่ารักจังเลยฮีชอล" ฮันกยองว่าแล้วจูบหน้าผากร่างเล็ก ฮีชอลหลับตาลงรู้สึกเหนื่อยเพราะอาการหอบที่หายใจติดขัด นี่ยังไม่ทันถึงไหนเขาก็เริ่มล้าเสียแล้วแม้ว่ามันจะสุขก็ตาม อาจเป็นเพราะเว้นว่างเรื่องพวกนี้ไปนานร่างกายเลยยังปรับไม่ทัน
 
"ทำเป็นพูดดีไป ได้ข่าวว่าตอนแรกยังว่าชั้นอยู่หยกๆ" คนตัวเล็กทำปากยื่นใส่ ฮันกยองแตะริมฝีปากอิ่มเบาๆแล้วเอ่ยตอบ
 
"ก็ใครเริ่มก่อนล่ะ ชั้นตั้งใจลงมาตามหานายนะ สุดท้ายกลับโดนนายทั้งว่าทั้งพูดจาให้ชั้นเจ็บ"
 
"ทำไมล่ะ ก็โกรธ" ทั้งๆที่ตัวแนบชิดแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกันแต่ฮีชอลก็ยังหาเรื่องงอนฮันกยองต่อไป
 
"ชั้นทำอะไรให้นายโกรธล่ะ ลงทุนดึงเข็มน้ำเกลือออกจากแขนลงมาตามหาเพราะเป็นห่วงนะ รู้หรือเปล่า ชั้นไม่สะดวกจะรั้งนายไว้ถึงยอมปล่อยให้ออกไปแบบนั้น แต่ชั้นปล่อยให้นายออกไปนอนที่อื่นข้างนอกไกลๆชั้นทั้งคืนไม่ได้หรอก" เขาอธิบายแต่ฮีชอลยังทำหน้าง้ำอยู่
 
"เพราะทงเฮอยู่ด้วยเหรอ ถึงไม่สะดวก" ในที่สุดเขาก็หลุดปากบอกเหตุผลจากอารมณ์ขึ้นๆลงครั้งๆนี้
 
"เอ๋? เปล่าซะหน่อย เพราะชั้นเดี้ยงโดนเสาน้ำเกลือรั้งไว้น่ะสิ จะทำอะไรก็ลำบาก ไม่เห็นเกี่ยวกับทงเฮซะหน่อย อย่าบอกนะว่าหึง" เขาถามแล้วยิ้มกว้างรู้สึกดีใจที่คนตัวเล็กหึงหวงเขาก็เป็น
 
"เปล่าเว้ย ไม่เกี่ยวกับทงเฮ ไม่ได้หึงด้วย อย่าสำคัญตัวเองผิดสิ" ฮีชอลรีบแก้ตัว แต่ฮันกยองกลับรู้ทันเขาซะแล้ว
 
"ไม่เห็นเป็นไรเลย หึงก็ยอมรับสิ" ว่าแล้วหอมแก้มฮีชอลอีกครั้ง สัมผัสได้ถึงความร้อนระอุของร่างกายทั้งๆที่อาการข้างนอกนั้นหนาวเย็น
 
"ก็บอกว่าเปล่า ชั้นเข้าใจดีว่า ‘คุณฮันกยอง ของพรรคเฮยหลง คู่ควงเยอะ’ ชิส์" ทำเป็นพูดล้อเลียนแต่เอาเข้าจริงก็ไม่พอใจกับคำพูดของตัวเองเหมือนกัน รู้สึกหงุดหงิดชะมัด ฮันกยองขำออกมาทันทีที่ฟังเสร็จ ฮีชอลล้อเลียนเขาได้น่ารักมากจนแทบไม่อยากจะนอนอยู่เฉยๆเสียแล้ว
 
"รู้มั้ยว่าน้ำเสียงแบบนี้เขาเรียกว่าหึง แล้วก็หวงมากด้วย" ฮันกยองลอยหน้าลอยตาพูดเข้าข้างตัวเองหน้าตาเฉย ฮีชอลแลบลิ้นใส่หน้าแล้วยังแก้ตัวต่อ
 
"เอ๊ะ ก็บอกว่าไม่ได้หึงไง ไม่ว่าจะใครทั้งนั้นก็เถอะ ก็แค่หมั่นไส้ไปตามเรื่องราว ชิส์ อยากให้คนอื่นที่ไม่ใช่ชั้นดูแลนักก็ช่างนาย แต่ไม่ต้องมาพูดว่าจะให้ชั้นอยู่กับใครพร้อมๆกับนาย"
 
"อือจ้ะ รู้แล้วจ้ะ เข้าใจแล้วว่านายโคตรจะหึงชั้นเลย โอเคๆ คราวหน้าจะไม่พูดแบบนั้นอีกแล้ว จุ๊บ" ฮันกยองกวนประสาทร่างเล็กแล้วก็หอมแก้มนิ่มอีกครั้ง ฮีชอลตาโตด้วยความโมโหที่แก้ตัวไม่สำเร็จ ยังคงพยายามจะพูดต่อ
 
"ฮันกยอง! ก็บอกว่าไม่หึงไง เข้าใจมั้ย อุ๊บ" ชายหนุ่มจัดการปิดปากคนที่พูดมากด้วยริมฝีปากของตนเองจนในที่สุดฮีอลก็ยอมเงียบ
 
"ฮึ่ย คนบ้า ทำไมชอบคิดเข้าข้างตัวเองแบบนี้นะ" ทันทีฮันกยองละจากใบหน้าหวานฮีชอลก็รีบแหวใส่ทันที
 
"นี่ฮีชอล นายรู้หรือเปล่า เวลาที่ชั้นหึงนาย ชั้นจะทำยังไง?" ฮันกยองเอ่ยถาม ฮีชอลจ้องเขาตาไม่กะพริบ แล้วขมวดคิ้วเรียวถามกลับด้วยความงง
 
"นายเคยหึงชั้นด้วยเหรอ"
 
"ก็เวลานายทำให้ชั้นโกรธ ยั่วโมโหชั้น แล้วพูดถึงเจย์น่ะสิ" ฮันกยองว่าน้ำเสียงจริงจัง
 
"เอ่อ...นายหึงเหรอ?" ฮีชอลถาม เริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไมฮันกยองถึงพยายามต้อนให้เขายอมรับว่าเขาหึงชายหนุ่ม เพราะความรู้สึกที่คนรักหึงหวงตัวเองนั้นมันทำให้รู้สึกว่าตนมีค่าในสายตาเขาไม่มากก็น้อย
 
"ใช่ ชั้นไม่ปากแข็งเหมือนนายหรอกนะ คนอะไรไม่รู้ ชอบโกหกแล้วก็ปากหนัก แต่ไหงเวลาจูบไม่เห็นหนักเหมือนที่ทำเลยน้า" ฮันกยองทำเสียงล้อเลียนเล่นเอาคนตัวเล็กหน้าขึ้นสีเข้มกว่าเดิม ใบหน้าขาวจัดที่เป็นสีเรื่อดูน่ารักมากตอนนี้
 
"แล้วนายจำได้มั้ยว่าเวลาชั้นหึง..ชั้นทำอะไร?" ฮันกยองยิ้มมีเลศนัยเลื่อนหน้าเข้ามาจนชิด ร่างบางนึกออกทันทีว่าฮันกยองหมายถึงอะไรจากหน้าที่ขึ้นสีอยู่แล้วเลยยิ่งแดงกว่าเดิมขึ้นอีก เอะอะฮันกยองก็ใช้แต่กำลังบังคับขืนใจเขา วันนี้ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่เพราะชายหนุ่มโกรธอย่างเดียว แต่เป็นเพราะหึงเขาด้วย
 
"คนลามก!" ฮีชอลรีบว่าใส่ ฮันกยองหัวเราะร่วนก่อนจะเอ่ยถาม
 
"แล้วเวลานายหึงชั้นจะไม่คิดอยากทำแบบนั้นบ้างเหรอ?"
 
"บ้าๆ ไอ้บ้าใครเขาคิดอกุศลเหมือนนายห๊ะ โอ๊ย ปล่อยเลย ไม่อยากคุยกับคนหื่นๆอย่างนายแล้ว" คนตัวเล็กอายสุดๆกับสิ่งที่ฮันกยองพูด พยายามจะผลักตัวร่างสูงออกแต่เขากลับกอดแน่น
 
"ไม่เป็นไร งั้นชั้นเริ่มเองให้นะ ตอบแทนที่นายหึงชั้นละกัน" ฮันกยองฉวยโอกาสขโมยจูบร่างเล็กอีกครั้งพร้อมกับที่เขาเริ่มเล้าโลมคนด้านใต้ให้เกิดอารมณ์ขึ้นอีก
 
ฮีชอลแทบละลายเมื่อเขาสัมผัส เมื่อนิ้วเรียวไล้สัมผัสไปจนถึงช่องทางด้านหลังก็เล่นเอาคนตัวเองเล็กแทบสะดุ้งแต่กลับกอดร่างสูงไว้แน่นกว่าเดิม ฮันกยองค่อยๆดำเนินบทรักอย่างเชื่อช้าแต่ทว่ากลับหวาบหวามเร่าร้อนเช่นเคย เขาปล่อยให้ฮีชอลได้ปรับตัวเล็กน้อยเพราะรู้ว่าร่างเล็กห่างเรื่องอย่างนี้ไปนานนับตั้งแต่ก่อนเขาเข้าโรงพยาบาล
 
คนตัวเล็กเผลอครางออกมา เมื่อสิ่งแปลกปลอมแต่คุ้นเคยกับร่างกายเขาเป็นอย่างดีล้วงลึกเข้าไปข้างใน
 
"อ๊ะ..อา.." ฮีชอลยกสะโพนมนขึ้นดันตัวเข้าหาเมื่อชายหนุ่มเริ่มขยับตัว เขาเองก็ต้องการฮันกยองไม่แพ้กัน อยากให้ฮันกยองรัก สัมผัส และเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างที่เคยเป็นมา
 
"อา..ฮีชอล..กอดนายกี่ครั้งชั้นก็ยังรู้สึกดีเหมือนเดิม..อา...นายทำให้ชั้นสุขที่สุด..." ร่างสูงเองก็ครวญครางไม่แพ้กันเมื่อเขาสอดใส่เข้าออกเร็วและแรงขึ้น พร้อมกับที่ตัวของฮีชอลเองสัมผัสตอดรัดเขาจนเสียวสุดๆ
 
บทรักระหว่างคนสองคนดำเนินไปพร้อมความต้องการที่เอ่อล้นของทั้งคู่ ยิ่งฮีชอลเอ่ยขอเสียงหวาน ฮันกยองก็ยิ่งตอบสนองจนร่างเล็กแทบจะไม่สามารถเอ่ยออกมาเป็นคำพูดใดๆได้ ได้แต่ใช้ภาษากายบอกกล่าวกันและกัน รวมถึงคำว่ารัก..คำๆนั้นที่ทั้งคู่ต่างมีให้กันตลอดมา
 
ความเร่าร้อนของเพลิงราคะครั้งนี้จบลงพร้อมความอุ่นของของเหลวขุ่นที่ปลดปล่อยออกมาแทบจะพร้อมๆกันของคนสองคน ร่างสองร่างต่างเหนื่อยหอบจากกิจกรรมรักที่รุนแรงแต่อบอุ่น ทั้งคู่ยังกอดจูบกันไม่หยุดแม้ว่าพวกเขาจะไปเยือนสวรรค์มาแล้วครั้งนึงก็ตาม
 
"อือ..ฮันกยอง..." ฮีชอลเอ่ยเรียกชื่อชายหนุ่มที่กอดเขาแน่น หน้าอกบางขยับขึ้นลงเพราะอาการหอบเหนื่อยจากสัมผัสร้อนทั่วตัวพวกเขาทั้งคู่ชื้นไปด้วยเหงื่อแต่ทว่ากลับสุขล้ำ
 
"ครับที่รัก.." เอ่ยรับแต่กลับพรมจูบไปทั่วดวงหน้าหวานที่เขารักมากมาย
 
"ถ้าวันนึง...นายไม่มีชั้น...จะเป็นยังไงเหรอ?" ฮีชอลตัดสินใจลองเอ่ยถาม เพราะรู้ว่าเวลาของเขากับฮันกยองเหลืออยู่ไม่มาก
 
"ทำไมถามแบบนี้ล่ะ" ร่างสูงชะงักแล้วเอ่ยถาม
 
"เพราะว่าชั้นกลัวว่าวันนึง เราสองคนอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกต่อไป.." น้ำเสียงของฮีชอลฟังดูเศร้าเหลือเกิน...จนฮันกยองไม่คิดว่ามันเป็นถ้อยคำสมมุติ มันให้ความรู้สึกจริงอย่างประหลาด
 
"ถ้ามีวันนั้น มันก็คงไม่ต่างจากวันตายที่แท้จริงของชั้น.." เขาเอ่ยตอบเล่นเอาฮีชอลรู้สึกจุกเพราะคำพูดของเขา ความรู้ผิดและเสียใจมันเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
 
"นาย..จะมาตามหาชั้นมั้ย ถ้าชั้นหายตัวไปจากชีวิตนาย" ฮีชอลยังคงถามต่อ แม้ไม่รู้ว่าคำตอบของร่างสูงจะเป็นเช่นไร
 
"ถ้านายอยากจะกลับมหาชั้น หรือต้องการชั้น ขอแค่ชั้นรู้ ชั้นจะไป แต่หากว่านายต้องการจากชั้นไปจริงๆ ชั้นคงไม่รั้งนายไว้" เขาตอบเบาๆ
 
"ทำไมล่ะ ทำไมถึงไม่รั้งเอาไว้"
 
"เพราะการที่ฝืนจิตใจให้คนคนนึงอยู่กับเรา มันก็ไม่ต่างจากได้ร่างกายที่ไร้ชีวิต เหมือนตอนที่ชั้นขังนายเอาไว้ตอนแรก นายเย็นชากับชั้นขนาดไหนนายไม่รู้หรอก นายไม่รู้หรอกว่าชั้นเจ็บปวดเพราะสายตา คำพูด และการกระทำของนายขนาดไหน ตอนนั้นชั้นดื้อจะไม่ยอมปล่อยให้นายไปท่าเดียว เพราะห่วงแต่ความรู้สึกตัวเองที่ต้องการนาย.."
 
"แล้วทำไม..ถึงไม่ทำแบนั้นอีกล่ะ...."
 
"เพราะความรักที่ชั้นได้รับจากนายหลังจากนายกลับมาอยู่กับชั้น...มันมีค่ามากเกินกว่าที่ชั้นจะทำร้ายคนที่ชั้นรักเพื่อความสุขของชั้นคนเดียว เพราะความสุขของชั้นมันได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากวันนั้นมา ความสุขของนายก็คือความสุขของชั้น อะไรที่นายต้องการ ชั้นก็จะยอม" คำตอบของฮันกยองทำให้ฮีชอลรู้ว่า ชายหนุ่มรัก..เขามากขนาดไหน มาก..จนขนาดที่ชายหนุ่มจะต้องยอมเป็นคนเจ็บปวดเสียเอง
 
"ฮันกยอง...ชั้นบอกอะไรนายไว้อย่างนึงนะ.." ฮีชอลเอ่ย จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลมอบความรู้สึกทั้งหมดผ่านดวงตาคู่สวยของเขา
 
"อื้อ"
 
"ไม่ว่าชั้นจะอยู่ที่ไหน ตรงไหนในโลก หรืออยู่กับใคร หัวใจชั้นและร่างกายชั้นจะยังคงเป็นของนายเสมอ..จำไว้นะ" ฮีชอลบอกพร้อมกลับหยาดน้ำตาที่หยดลงมาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว ร่างสูงเห็นน้ำใสๆหยดนั้นก็รู้สึกเหมือนหัวใจมันชาไปแล้วครึ่งนึง รู้สึกกลัวว่าสิ่งที่คนตัวเล็กพูดจะเป็นจริง
 
"พอเถอะฮีชอล อย่าพูดอะไรเป็นลางแบบนี้เลย ตอนนี้นายยังอยู่กับชั้นนะ     ชั้นบอกแล้วไงว่าชั้นจะอยู่กับนายตลอดไป" ฮันกยองพยายามทำให้บรรยากาศดีขึ้นโดยการเล่นมุขเพื่อให้ร่างบางขำ
 
"ชั้นอุตส่าห์อ้อนวอนท่านยมบาลเพื่อกลับมาหานายเลยน้า"
 
"พูดเป็นเล่นไป" ฮีชอลว่าแล้วตีที่อกแกร่งเบาๆแต่ก็อดยิ้มไม่ได้
 
"ฮีชอล..ชั้นชอบรอยยิ้มของนายมากเลยนะ รู้หรือเปล่า..แม้ว่ามันจะไม่จริงใจเหมือนตลอดเวลาที่นายมีให้ชั้นตอนแรก แต่ชั้นกลับตกหลุมรักรอยยิ้มนี้อย่างถอนตัว     ไม่ขึ้น ตอนที่ชั้นทรมานนายแล้วขังนายไว้ ชั้นได้แต่เฝ้ารอว่าวันไหนชั้นจะได้เห็นรอยยิ้มของนายอีกครั้ง ทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามันจะเป็นรอยยิ้มที่มาจากหัวใจนายหรือเปล่า" คำพูดของ   ฮันกยองทำให้ฮีชอลสะเทือนอารมณ์อย่างมาก เขาพูดไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นเช่นไร     เมื่อวันนั้นที่เขากับฮันกยองต้องจากลากันจะมาถึง
 
"ฮันกยอง..ชั้นขอโทษ..ขอโทษที่ทำแบบนี้ ชั้นขอโทษที่หลอกลวงนาย ชั้นพูดไม่ได้หรอกว่าชั้นไม่ตั้งใจ ชั้นจงใจเข้าหานายแต่ชั้นแค่ไม่รู้เลยว่า มันจะมีวันนี้..วันที่ชั้นรักนายเข้าจริงๆ ชั้นอ่อนแอเกินไป..." ฮีชอลพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้ากว่าเดิม ใบหน้าหวานหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ร่างสูงเข้าใจคนตัวเล็กดีว่าฮีชอลหมายความว่าอย่างไร เขาจึงใช้เพียงอ้อมกอดแทนคำปลอบประโลม
 
"เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ช่างมันเถอะฮีชอล ตอนนี้เราควรจะมีความสุขกับปัจจุบันไม่ดีกว่าเหรอ ปัจจุบันที่เรามีกันและกัน.." ชายหนุ่มตัดบท
 
"แล้วนาย..ไม่กลัวอนาคตเหรอ?.." คำถามของฮีชอลเล่นเอาฮันกยองเงียบ ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะเอ่ย
 
"อดีตของชั้นมีแต่ความโหดร้าย ในขณะที่อนาคตสำหรับชั้นคือเวลาที่ไม่รู้ว่าจะโหดร้ายมากขึ้นหรือน้อยลง แต่มันก็ยังโหดร้ายอยู่ดีสำหรับชั้น เพราะว่าชั้นมักจะทำปัจจุบันของตัวเองให้เสียเปล่า กี่ครั้งแล้วที่ชั้นต้องผิดหวังและเสียใจเพราะการกระทำของตนเองที่คิดว่านี่แหละ...คือหนทางที่ดีที่สุด... ดังนั้นสำหรับชั้น ปัจจุบันจึงสำคัญที่สุด.."
 
"ถ้าอย่างนั้น เมื่อเวลาผ่านไป นายจะเสียใจมั้ยที่นายเลือกจะมีชั้นในวันนี้...ชั้นจะเป็นอดีตที่โหดร้ายสำหรับนายหรือเปล่าเมื่ออนาคตมาถึง.." คนตัวเล็กยังไม่หยุดถาม เพราะตนเองรู้ดีว่าอนาคตสำหรับพวกเขาสองคนจะเป็นเช่นไร
 
"ไม่ว่ามันจะแย่ขนาดไหน หากเวลาผ่านไปนายก็คืออดีตที่ดีที่สุดของชั้น.."
 
"แต่ชั้นไม่ต้องการให้นายเป็นอดีตของชั้น...เพราะนายจะเป็นปัจจุบันของชั้นตลอดไป.." สุดท้ายฮีชอลก็อดไม่ไหว เขาไม่สามารถแบกรับความรู้สึกต่างๆมากมายทั้งๆที่ถูกกดดันขนาดนี้ คนนึงก็พี่ ที่มีบุญคุณให้ชีวิตเขาจนได้มาเจอฮันกยอง อีกคนก็คนรัก...ที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อเขาเพียงคนเดียว
 
ดวงตาคู่สวยยามที่น้ำตาไหลลงมานอกจากจะชวนให้ดูเศร้ากว่าเดิมแล้วมันกลับมีเสน่ห์อย่างแปลกประหลาด ใบหน้าหวานดูสวยกว่าเดิมมีเพียงแสงไฟนีออนจากระเบียงทางเดินที่ลอดเข้ามาในห้องเพื่อให้ฮันกยองได้จับจ้องดวงหน้าขาวที่เจือด้วยสีระเรื่อได้ถนัดตา ฮีชอลเปรียบเสมือสิ่งเดียวที่ค่าเกินประเมินในชีวิตของเขา ชายหนุ่มกล้าเสียทุกอย่างเพียงเพื่อได้อยู่กับคนตรงหน้าเพียงแค่นั้น ก็เกินพอ...แล้ว
 
ริมฝีปากอุ่นค่อยๆประทับจูบละมุนละไมเพื่อซับน้ำตาที่ไหลลงมาจากดวงตากลมโตคู่นั้น ร่างสูงเองก็ไม่รู้ว่าฮีชอลจะยกประเด็นนี้ขึ้นมาคุยเพื่ออะไร และไม่รู้ว่าทำไมฮีชอลถึงร้องไห้ เขารู้แค่ว่าตราบใดที่ฮีชอลยังอยู่ในอ้อมกอดของเขา เขาไม่ต้องการให้คนตัวเล็กมีน้ำตา...
 
"ชั้นดีใจนะที่นายรักชั้น ใช่มั้ยฮีชอล?" เสียงนุ่มถาม ใบหน้าสวยพยักหน้าเล็กๆเป็นคำตอบก่อนที่ฮันกยองจะคิดเริ่มบทรักครั้งใหม่เพื่อเติมเต็มช่วงเวลาส่วนตัวของพวกเขาที่ขาดหายไปเพราะเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นรอบตัวคนทั้งคู่...
 
คืนนั้นฮันกยองและฮีชอลไม่ได้หลับเลยทั้งคืน หลังจากตักตวงจากร่างกายของกันและกันเสร็จทั้งคู่ก็นอนกอดกันแล้วพูดคุยถึงเรื่องต่างๆในชีวิต เป็นครั้งแรกที่ได้เปิดใจพูดกันอย่างจริงจัง มีอะไรก็บอกกันทุกอย่าง...แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่ยังไงฮีชอลก็ไม่ยอมบอกฮันกยอง...ว่าวันพรุ่งนี้เขาจะจากฮันกยองไป..
 
 
 
 
 
                อากาศยามเช้ามืดเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนไข้ที่ต้องการอากาศบริสุทธิ์ในการพักฟื้น ฮีชอลพาฮันกยองออกมาเดินเล่นที่สวนไม้ดัดทั้งๆที่พระอาทิตย์ยังไม่เดินทางขึ้นจากทิศตะวันออก สองมือสัมผัสกันกุมประสานแน่นส่งผ่านความอบอุ่นผ่านฝ่ามือนั้นให้ทั้งกายและใจอุ่นไปทั่ว ทั้งคู่นั่งมองทิวทัศน์ที่สวยงามของธรรมชาติที่ม้านั่งสีขาว ร่างเล็กถูกแขนหนาโอบกอดเอาไว้ รู้สึกปลอดภัยและมีความสุขที่สุดในอ้อมกอดของฮันกยอง


                พระอาทิตย์ค่อยๆทอแสงขึ้นจากมุมขอบฟ้าพร้อมกับรอยยิ้มหวานที่วาดลงบนในหน้าสวย นานแค่ไหนแล้วนะที่ฮีชอลเองไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงามขนาดนี้ ยิ่งมีคนที่เขารักอยู่เคียงข้างแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ดูสวยงามไปหมด
 
"เคยมีคนบอกชั้นว่า พระอาทิตย์คือตัวแทนของการเกิดใหม่...ชั้นอยากจะเกิดใหม่บ้างจัง" ฮีชอลพึมพำบอกทั้งๆที่ซุกอยู่กับอกแกร่ง
 
"ถ้านายไปเกิดใหม่ ชั้นก็จะตามนายไปเหมือนชาตินี้และทุกๆชาติไป" ฮันกยองเอ่ย
 
"ขอบใจนะ" ดวงหน้าหวานเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ชายหนุ่มแล้วซุกลงตามเดิม
 
"นายจะเป็นหวัดหรือเปล่าเนี่ย ตอนเช้าน้ำค้างลงเยอะกว่าตอนกลางคืนอีกนะ  นั่งอยู่แบบนี้ชั้นกลัวนายจะไม่สบาย" ฮันกยองว่าแล้วลูบหัวคนตัวเล็กเบาๆ
 
"ชั้นหัวแข็งหรอกน่า ไม่เป็นไรหรอก" ฮีชอลยู่หน้าใส่ แม้จะชอบที่ฮันกยองเป็นห่วงและคอยปกป้องตัวเอง แต่เขาก็ไม่คิดจะทำตัวให้เป็นภาระของร่างสูง
 
"ครับ คนเก่ง" ว่าแล้วก็หัวเราะออกมาน้อยๆ ฮีชอลเงียบไปซักพักก่อนจะเอ่ย
 
"ดอกไม้ตรงนั้นสวยจัง ชั้นชอบดอกไม้ แม้มันจะดูบอบบางแต่กลับทนแดดทนฝนและแข่งแกร่งเพื่อยืนหยัดที่จะให้ทุกคนเห็นถึงความสวยงามและกลิ่นหอมหวานของตนตลอดไป"
 
"นายก็สวยเหมือนดอกไม้นะฮีชอล" รอยยิ้มละมุนของใบหน้าหล่อบ่งบอกได้ว่าเขาหมายความแบบนั้นจริงๆ
 
"ส่วนชั้นจะเป็นผีเสื้อ ที่จะคอยตามหาดอกไม้ดอกนี้ ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนก็ตาม..เพราะชั้นรู้ว่าดอกไม้ไปไหนไม่ได้นอกจากอยู่กับพื้นดิน แต่ผีเสือตัวนี้จะคอยบินตามหาดอกไม้ดอกนี้อยู่เสมอ.." เขาว่าพร้อมจูบหน้าผากเนียนด้วยความรัก ฮีชอลยิ้มตอบ ไม่เคยรู้เลยว่าตนเองจะมีวันที่แสนสุขเยี่ยงนี้...ทั้งๆที่วันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่โหดร้ายที่สุดของชีวิตเขา
 
 
 
 
 
 
"แล้วคุณไม่เห็นพี่ชายผมได้ยังไง ไหนเมื่อคืนบอกว่านอนเฝ้าเขาไงล่ะ" เสียงทุ้มถามอย่างหัวเสียเมื่อตอนสายๆเขาเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วยพิเศษแล้วไม่เจอพี่ชายของตนนอกจากเตียงเปล่าๆ พร้อมสายน้ำเกลือที่ถูกดึงออก ทงเฮเองก็เพิ่งตื่นและพบกับความว่างเปล่าของห้องที่มีเพียงเขาคนเดียว
 
"เมื่อคืนตอนชั้นตื่นมาเข้าห้องน้ำชั้นยังเห็นฮันกยองเขาหลับอยู่เลยน่ะ แต่พอตอนเช้าชั้นก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหนแล้ว" ทงเฮเองก็กังวลใจไม่แพ้กัน เขาตกใจมากๆที่ตื่นมาแล้วไม่พับฮันกยอง
 
"ให้ตายเถอะ ผมช่วยคุณทุกอย่างเพื่อให้คุณเอาพี่ผมกลับมา อุตส่าห์ไว้ใจให้ดูแล แล้วทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ห๊ะ" คิบอมเองเวลาที่ฟิวส์ขาดก็ไม่ต่างจากพี่ชาย อาละวาดใส่ทุกคนตรงหน้า ไม่สนใจว่าแม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นเครื่องมือของเขาในการกำจัดฮีชอล
 
"ไม่ใช่นายคนเดียวนะที่เป็นห่วงฮันกยอง ชั้นก็ห่วงเขาเหมือนกัน มาช่วยกันคิดดีกว่ามั้ยว่าเขาจะบังเอิญไปอยู่ที่ไหนได้บ้าง" ทงเฮเองก็หัวเสียไม่พ้กันที่โดนคิบอมเล่นงาน แต่เขาไม่ยอมให้ชายหนุ่มว่าเขาอยู่ฝ่ายเดียว
 
"โรงพยาบาลนี่มีตั้งหลายตึก ห้องเป็นร้อยๆ แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ว่าเขาอยู่ที่ไหน" คิบอมเอ่ยเสียงเครียด ดวงตากลมของทงเฮมองไปรอบห้องๆแล้วก็สะดุดเข้ากับโซฟาที่มุมประตูทางเข้าซึ่งก่อนหน้านี้มีแจ็กเก็ตของฮีชอลวางไว้อยู่
 
"ฮีชอล..." ทงเฮพึมพำเบาๆแล้วเงยหน้าขึ้นมองคิบอม สบตากับแววตากร้าวเมื่อได้ยินชื่อนั้น..
 
"เขาอยู่กับฮีชอล.." คนตัวเล็กพูดย้ำออกมาอีกครั้ง รู้สึกเหมือนโดนมีดคมๆสกิดเล็กๆข้างใน ทำไม..ไม่ว่าเขาจะทำอะไรให้เท่าไหร่ ฮันกยองก็ยังคิดจะไปหาฮีชอลเสมอ...ทำยังไงฮันกยองถึงจะเอาฮีชอลไปจากชีวิตของชายหนุ่มได้..
 
"บัดซบเอ๊ย! " คิบอมสบถแล้วทุบมือเข้ากับผนัง รู้สึกเกลียดฮีชอลมากกว่าเดิม นี่พี่เขาไม่สนใจตัวเองเพียงเพื่อจะไปตามหาคนพรรค์นั้นเนี่ยนะ ร่างสูงพยายามสงบสติอารมณ์ แม้ใบหน้าหล่อจะแสดงชัดว่าโมโหกับเรื่องที่เกิดขึ้น
 
ทงเฮเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เมื่อเข้าใจในสิ่งที่ฮันกยองทำก็เล่นเอาเขาสะอึกเช่นกัน
 
เสียงประตูเปิดออกพร้อมกับเสียงหัวเราะของคนที่ทงเฮและคิบอมเป็นห่วง ฮันกยองเดินจับมือฮีชอลเข้ามา แต่แล้วก็ถึงกับงงที่เห็นคิบอมและทงเฮยืนทำหน้าเครียดอยู่ในห้อง  ใบหน้าหวานของคนตัวเล็กที่ฮันกยองกุมมืออยู่เจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นสายตาที่คิบอมมองมาทางตน
 
"ฮันกยอง! นายหายไปไหนมา รู้มั้ยชั้นเป็นห่วงนะ" ทงเฮว่ารีบปราดเข้าไปหาร่างสูง สีหน้าของทงเฮแสดงออกจริงๆว่าเขาเป็นห่วงฮันกยองจนฮีชอลรู้สึกอึดอัด
 
"เอ่อ..ชั้น..ไปเดินเล่นกับฮีชอลมา.." ชายหนุ่มตอบ เขาไม่ได้โกหกเพียงแค่บอกไม่หมดเท่านั้น
 
"พี่เดินเล่นประสาอะไรครับถึงต้องดึงเข็มน้ำเกลือออก มันหลอกให้พี่ออกไปหาก็บอกมาเถอะ" คิบอมพูดดักทาง เขาดูออกทุกอย่างแต่เพียงแค่พูดเกินจริงไปบางครั้ง
 
"คิบอม ฮีชอลเขาไม่ได้บังคับให้พี่ออกไปหาเขาสักหน่อยนะ พี่ไปหาเขาเอง เราก็เลยออกไปเดินเล่นกัน" ฮันกยองยังคงพูดแก้ตัวไม่เลิก คิบอมเห็นสายตาที่เอาเรื่องของพี่ชายตนเองก็ได้แต่พยายามข่มอารมณ์ไว้ เพราะเขามาที่นี่วันนี้เพื่อจะเตือนฮีชอลว่าพรุ่งนี้คือวันสุดท้ายที่เขาจะมีสิทธิ์ได้อยู่เคียงข้างพี่ชายของเขา
 
"ช่างเถอะครับ ผมว่าพี่ไปพักผ่อนก่อนดีกว่า" คิบอมว่าพร้อมกับตรงเข้าช่วยพยุงพี่ชายตนให้เดินไปที่เตียง ดึงร่างสูงให้ปล่อยมือจากฮีชอลออก
 
ฮันกยองยอมเดินตามคิบอมไปอย่างว่างาย  ทงเฮรีบตรงไปที่เตียงเพื่อจัดการเตรียมที่นอนให้เขาพร้อมกับร่างสูงที่ล้มตัวนอนลง มือเล็กดึงผ่าห่มผืนหน้าขึ้นคลุ่มครึ่งตัวของมาเฟียหนุ่มแล้วเอ่ย
 
"เดี๋ยวชั้นไปตามคุณพยาบาลมาให้นะ เรื่องเข็มน้ำเกลือนาย"
 
"ไม่ต้องหรอกทงเฮ เดี๋ยวชั้นกับฮีชอลจะจัดการเอง" คิบอมว่าแล้วสบตากับคนตัวเล็กที่ยืนก้มหน้านิ่งๆ เขารู้ดีว่าคิบอมมาที่นี่เพื่ออะไร
 
"เอ่อ..ฮีชอล ฝากด้วยนะ" ฮันกยองว่าแล้วยังคงยิ้มหวานให้คนรักของตน ฮีชอลปั้นยิ้มแม้จะรู้ว่าชายหนุ่มคงดูออกว่านั้นเป็นรอยยิ้มที่ฝืนเพียงใด
 
 
 
 
 
คิบอมจัดการติดต่อเรียกพยาบาลสาวให้มาจัดการเจาะเข็มน้ำเกลือให้พี่ชายตนเอง  รอจนเธอจัดการทุกอย่างเรียบร้อยและออกมาจากห้อง  ชายหนุ่มจึงได้เริ่มเปิดประเด็นกับฮีชอล
 
"พรุ่งนี้..คือวันสุดท้ายของนาย"
 
"ไม่ต้องย้ำก็ได้..ชั้นรู้หรอก" ฮีชอลตอบกลับ ถอนหายใจแรง มองหน้าคนตรงหน้าที่เขารู้ว่าเกลียดเขายิ่งนัก
 
"ชั้นหวังว่านายจะจากไปแล้วไม่กลับมา ชีวิตพี่ชั้นคงจะดีขึ้นเสียที" ร่างสูงว่าแล้วยิ้มเยาะ ไม่ต่างจากที่เขาว่าฮีชอลเป็นตัวซวยในชีวิตฮันกยอง
 
"ได้..แต่ชั้นฝากพี่ชายของนายด้วยนะ.." ฮีชอลเริ่มพูด
 
"แม้ว่าชั้นจะจากเขาไป แต่ยังไงเขาก็ยังคงเป็นคนที่ชั้นรักและเป็นห่วงที่สุด ชั้นรู้ว่านายคงจะดูแลพี่ชายตัวเองได้ จึงไม่ขอพูดอะไร...แต่อย่างเดียวจริงๆที่ชั้นอยากขอจากนาย..."
 
"อะไร.."  คิบอมเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจที่ฮีชอลถือสิทธิ์สั่งเสียอะไรกับเขาก่อนไป
 
"ขอให้นายมอบความสุขให้เขาบ้าง..ชั้นอยากเห็นเขายิ้มด้วยแววตาที่มีความสุข ...ไม่ใช่แววตามังกรที่พวกนายมีกัน  ...ชั้นขอแค่นั้นพอ...ขอให้เขามีความสุข..ก็พอ.." ฮีชอลบอกพร้อมกับพยายามกลืนน้ำตาลงไป
 
คิบอมสะอึกกับประโยคนี้ของฮีชอลอย่างมาก แต่ก็ไม่แสดงออกว่าคิดเช่นไร
 
"แน่นอน พี่ชั้นเขาจะต้องมีความสุขแน่นอน ตอนนี้เขาก็มีทงเฮอยู่ใกล้ๆตัวแล้ว ชั้นว่าเราไม่ควรเป็นห่วงอะไร" ชายหนุ่มยกประเด็นเรื่องทงเฮ ซึ่งเขารู้ดีว่ามีส่วนในการทำร้ายจิตใจฮีชอลขึ้นมาพูด ฮีชอลกลืนน้ำลายพยักหน้านิ่งๆก่อนจะเอ่ยขออีกอย่าง
 
"ชั้นขออะไรอีกอย่างได้มั้ย แค่อย่างเดียวที่ชั้นอยากจะขอ.."
 
"ถ้ามันฟังขึ้น ชั้นก็จะยอม" คิบอมว่า
 
"ขอให้ชั้นอยู่กับเขา..แค่สองคน...ในวันสุดท้ายของเรา...แค่นั้นพอ...เพียงแค่เราสองคน...ชั้นขอแค่นี้พอสำหรับวันสุดท้ายของชั้น" ดวงตาที่แสนเศร้าของฮีชอลทำเอา      คิบอมใจอ่อนขึ้นมานิดๆ เขาพยายามจะปฏิเสธข้อเสนอนั้น แต่เพราะแววตาที่มุ่งมั่นร้องขอของฮีชอลเล่นเอาเขาพูดปัดไม่ลง
 
"ก็ได้..จะถือเสียว่าชั้นได้ทำบุญกับนาย ชดเชยกรรมที่เราทำมาร่วมกัน ต่อไปนี้จะไม่มีนายกับพี่ชายของชั้นอีก" คิบอมเอ่ยตกลง ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังประตูห้องแล้วเปิดออก ใบหน้าหล่อชะงักกึก เมื่อเห็นใครบางคนที่เขาเองก็เกรงกลัวที่สุดยืนอยู่ที่ธรณีประตูพร้อมสายตาที่เอาเรื่องและน่ากลัวสมเป็นมังกรดำ
 
"ทำไมถึงจะไม่มีชั้นและฮีชอลอีกต่อไป เพราะอะไร?" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยพลังที่ใครๆได้ฟังก็ต้องกลัวเอ่ยถาม สายตาจับจ้องไปที่น้องชายของตนและคนรักของเขา
 
"ทำไมวันนี้ถึงจะเป็นวันสุดท้ายของชั้นกับนาย" คำถามสุดท้ายที่เขาถามพร้อมแววตาที่เจ็บปวดส่งถึงฮีชอลที่ยืนนิ่งตกใจเพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มจะมาได้ยิน
 
สายลมเอื่อยๆที่พัดเข้ามาระหว่างคนสามคน ไม่ได้นำคำตอบที่ฮันกยองต้องการรู้มาพร้อมกับมันเลย...ความเงียบยังคงกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงนั้น...


=========================================================

edit @ 15 Oct 2009 10:37:27 by zarmintz aka HXH

edit @ 18 Nov 2009 23:33:55 by zarmintz aka HXH

edit @ 18 Nov 2009 23:37:18 by zarmintz aka HXH

edit @ 18 Nov 2009 23:48:20 by zarmintz aka HXH

edit @ 18 Nov 2009 23:52:57 by zarmintz aka HXH

edit @ 18 Nov 2009 23:57:20 by zarmintz aka HXH

:: Savagely Madden Ch.8 ::

posted on 15 Oct 2009 09:23 by zarmintz  in SavagelyMadden
ร่างเปลือยเปล่าของฮันกยองและฮีชอลที่นอนตระกองกอดกันใต้ผ้าห่มผืนหนาราวกับกลัวว่าถ้าตื่นขึ้นมาแล้วคนในอ้อมกอดจะหายไปไหน นี่เป็นครั้งแรกที่ฮีชอลคิดจะนอนกอดร่างสูงที่เขาเผลอปล่อยตัวปล่อยใจให้ฮันกยองไป
 
ทุกครั้งจะเป็นชายหนุ่มที่พยายามจะกอดร่างเล็กเอาไว้ แต่คืนนี้มันต่างออกไปที่ทั้งสองใจต่างกอดกันและกัน ให้ความอบอุ่นมิรู้หนาวเลย
 
ฮีชอลขยับตัวที่นอนแนบชิดอกแกร่งเบาๆ  รู้สึกว่าแขนใหญ่ที่นอนหนุนนั้นสบายกว่าหมอนขนนกใดๆ แม้จะไม่อ่อนนุ่มแต่สัมผัสกลับอ่อนโยน อยากจะหลับอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องตื่นขึ้นมา
 
เปลือกตาหนาขยับเล็กๆ เลิกขึ้นมองภาพที่เข้ามากระทบโสตประสาทช้าๆ เมื่อเห็นร่างสูงยังนอนหลับหายใจสม่ำเสมอ เขาก็ตัดสินใจปิดตาลงขยับเข้ากอดฮันกยองแน่นกว่าเดิมแล้วกลับเข้าสู่ห้วงนิทราต่อไป
 
เวลาผ่านไป ร่างเล็กต้องยอมเปิดตากลมขึ้นอีกครั้ง เมื่อกลีบปากนุ่มได้รับสัมผัสอันอ่อนโยนจากใครบางคน มอร์นิ่ง คิส
 
ฮีชอลลืมตาขึ้นมองแล้วปิดตาลงซึมซับความหวานจากจุมพิตยามเช้าที่อ่อนละมุนจากร่างสูงด้วยความรู้สึกเต็มใจ ไม่คิดจะผลักไสหรือกล่าวหาคนที่กอดเขาอยู่เลย
 
"ฮื่อ..พอได้แล้ว" เสียงหวานพึมพำเบาๆทันทีที่ร่างหนาละริมฝีปากออก ใบหน้าหวานขึ้นสีเล็กๆเมื่อสบตากับคนที่กำลังมองเขาอยู่ ฮันกยองยิ้มอบอุ่นอย่างที่ตัวเขาเองไม่ได้เห็นมานานแล้วตั้งแต่วันที่มาเฟียหนุ่มระแคะระคายเรื่องของเขา
 
"ก็ยอมเองไม่ใช่เหรอ" ถามแล้วมองเรื่อยมาที่อกบางขาว มือหนาใต้ผ้าห่มลูบไล้ไม่อยู่สุข
 
"เมื่อคืนนายเมาไม่ใช่เหรอ?" ฮีชอลถามกลับ ยู่หน้าลงคิดว่าร่างสูงไม่ได้ตั้งใจจะกอดเขาจริงๆเหมือนที่เขาตั้งใจยอมให้ฮันกยองสัมผัส

                "คนเมาที่ไหนรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรอยู่ห๊ะ? ชั้นรู้หรอกน่าว่าแตะส่วนไหนของนาย สัมผัสตรงไหนของนาย" เน้นคำหลังแล้วล้วงไปจนถึงหว่างขา
 
"อยู่เฉยๆสิ"  ว่าแล้วตามไล่ตะปบมือหนาแทบไม่ทัน  คนอะไรไม่รู้มือไวเหลือเกิน
 
"หวานจัง" ริมฝีปากร้อนทาบทับลงที่ผิวขาวใส ไล่จูบไปเรื่อยพึมพำไม่หยุด
 
"นี่ เมื่อคืนยังไม่พออีกเหรอไง ปล่อยได้แล้วน้า" ฮีชอลบอกเสียงหวานแต่ก็ไม่ได้ขืนตัวออก มันระทวยไปหมดเมื่อฮันกยองสัมผัสเขา ไม่รู้ทำไม แค่ห้ามใจไม่ได้ ตอนนี้อะไรก็ไม่สำคัญแล้วสำหรับเขา แค่รู้ว่าตัวเองเป็นของฮันกยองทุกอย่างก็เพียงพอแล้ว
 
"ยังหรอก กอดนายกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่เบื่อเลย ชักจะหลงแล้วสิ" เสียงทุ้มเอ่ยแต่ยังไม่หยุดหยอกล้อกับผิวใส
 
"ฮื่อ พูดแบบนี้มากับกี่คนแล้วล่ะ" ฮีชอลว่าดันร่างสูงออกเบา ช้อนสายตาถาม
 
"หืม? สงสัยอะไรเหรอ" ชายหนุ่มขมวดคิ้วถาม ตอนนี้เขาเองแทบไม่นึกถึงอะไรทั้งนั้น สิ่งที่เดียวที่คิดที่รู้สึกก็คือตัวเขาและฮีชอล
 
"อีกไม่นานนายก็จะเบื่อชั้นเหมือนกับที่นายเบื่อคนอื่นๆใช่มั้ย ชั้นรู้หรอกน่า กี่คนแล้วที่ผ่านนายมา" ฮีชอลบอกเรียบๆ รู้ชะตาชีวิตตัวเองดีว่าแม้ตอนนี้ฮันกยองจะให้ความสำคัญกับเขามากขนาดไหน แต่สุดท้ายเขาก็ต้องถูกเขี่ยทิ้งเหมือนคนอื่นๆที่เป็นได้แค่ที่ระบายอารมณ์ของมังกรหนุ่ม ไม่เคยรักและต้องการอยากจริงใจ มีเอาไว้แค่ดับตัณหา
 
"คิดอะไรตื้นๆ" ร่างสูงว่า พยายามจะข่มอารมณ์ไว้ไม่ให้หงุดหงิด นี่ฮีชอลยังไม่เข้าใจอีกเหรอว่าเขารู้สึกยังไงกับตัวเอง ถ้าไม่รัก ไม่อยากเก็บไว้ จะกล้าหาเรื่องตัดพี่ตัดน้องกับคิบอมเพราะฮีชอลเชียวเหรอ
 
"ก็ชั้นเห็นเองมากับตา  แต่ก่อนนายเปลี่ยนคู่นอนแทบไม่ซ้ำกันแต่ละอาทิตย์" ฮีชอลว่า ตอนที่เขาแฝงตัวเข้ามาทำงานกับฮันกยองทำให้เขาเห็นการใช้ชีวิตที่เสเพลของชายหนุ่ม แม้จะไม่เคยเข้าใจเลยก็ตามจนถึงเมื่อคืนนี้
 
"ก็นั่นมันก่อนที่ชั้นจะรู้จักนายกับช่วงแรกๆที่นาย..เอ่อ..เข้ามาทำงาน" ฮันกยองพาลนึกไปถึงเหตุผลที่ฮีชอลจงใจเข้าหาเขา เพียงเพราะต้องการหลอกลวงแล้วขโมยข้อมูลจากเขาไป  เขาพยายามอย่างมากที่จะไม่ยกเรื่องนั้นขึ้นมาเป็นประเด็นแล้วทำลายบรรยากาศดีๆที่กว่าจะได้มีระหว่างเขากับฮีชอล
 
"ชั้นไม่เคยพาใครมานอนที่ห้องชั้นนะ.." ร่างสูงบอกเพิ่มเติม ดวงตากลมโตที่แสนหวานมองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อในคำพูดของชายหนุ่ม
 
"แล้วบอกแบบนี้มากี่คนแล้วล่ะ" ยังคงท้วงไม่เชื่อ ฮันกยองมองหน้ายู่ๆแล้วหัวเราะเบาๆ ดูเหมือนร่างเล็กจะหึงเขายังไงยังงั้น
 
"บอกนายคนแรกแหละแล้วก็คนเดียวด้วย.." ชายหนุ่มก้มลงกระซิบที่ข้างหู    ขบเม้มเบาๆให้จั๊กจี้เล่น ฮีชอลหลบออกยังคงไม่เลิกถามอย่างสงสัยเหมือนเด็กเจ็ดแปดขวบที่เพิ่งได้เริ่มอ่านหนังสือท่องโลกกว้าง
 
"มือไว ปากหวานแบบนี้ทำชาวบ้านหลงเชื่อไปกี่คนแล้วล่ะ.."
 
"ใครจะไปเชื่อมังกรโหดร้ายอย่างนาย" เบ้ปากเล็กๆ หาเรื่องเขยิบตัวออกห่าง ตะแคงข้างหันหลังให้ชายหนุ่ม
 
"เฮ้อ.." ฮันกยองถอนหายใจแรงด้วยความเหนื่อยใจ จะพูดยังไงฮีชอลก็ยังคงไม่คิดจะเชื่อเขาอยู่ดี บอกความจริงก็หาว่าโกหก ให้ตายเถอะ คนอะไร เดาใจยากที่สุด
 
"ฮีชอล.." มือหนาแตะที่ไหล่มนเบาๆ โน้มตัวลงกระซิบเบาๆ
 
"นายไม่ต้องเชื่อชั้นก็ได้นะ  แค่รู้ไว้ว่าสำหรับชั้น  นายกว่าสำคัญกว่าคนอื่นๆเสมอ" ร่างบางเคลื่อนตัวหันกลับมามองหน้าชายหนุ่ม เอ่ยถามเสียงเรียบ
 
"ตอนนี้ชั้นอยู่กับนายในฐานะอะไร? ของเดิมพันงั้นเหรอ?" ดวงตากลมฉายแววน้อยใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะรู้ตัวเองดี
 
" เปล่า....นายอยู่กับชั้นในฐานะคนของชั้น  เป็นของชั้นคนเดียวเท่านั้นและตลอดไป" ชายหนุ่มก้มลงมอบจุมพิตเพื่อเสริมความมั่นใจให้กับร่างสวย ลิ้นเรียวเกี่ยวพันกับลิ้นชื้นอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ พอยอมเปิดตัวเปิดใจก็ทนต้านสัมผัสเขาไม่เคยไหว ฮีชอลเป็นของฮันกยองแล้วจริงๆโดยสมบูรณ์ ทั้งตัวและหัวใจ..
 
"ชั้นเป็นของนายแล้วก็ยอมให้นายกอดแค่คนเดียวนะ"  เสียงหวานพูดอู้อี้ ใบหน้าสวยขึ้นสีเรื่ออย่างเห็นได้ชัดกับคำพูดที่ฟังดูเชิญชวนของตัวเอง ตอนนี้มันแทบจะลืมไปแล้วว่าเป็นศัตรูกับฮันกยอง
 
ฮันกยองมองหน้าคนตัวเล็กอึ้งๆ ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้ประโยคนี้จากฮีชอล ร่างสูงหัวเราะเล็กๆ โถมตัวลงกอดฮีชอลแน่นกว่าเดิมแล้วเอ่ย
 
"แล้วก็อย่าไปพูดแบบนี้กับคนอื่นนะรู้มั้ย" ฮีชอลพยักหน้าเล็กๆอย่างว่าง่าย    เล่นเอาฮันกยองใจอ่อนยวบ รู้สึกอยากจะทะนุถนอมเขาไว้เหลือเกิน
 
"นายนี่น่ารักชิบหายเลยให้ตายสิ ยั่วกันชัดๆ" เริ่มรู้ว่าตนเองชักจะทนไม่ไหว ฝ่ามือสากลากไล้ผ่านหว่างขาเรียวแล้วกดคลึงเบาๆพร้อมกับที่ตนก้มลงดูดดื่มกับผิวขาวซุกไซ้ไม่หยุด
 
"เปล่ายั่วซะหน่อย.." ฮีชอลท้วงแต่ไม่ปฏิเสธสัมผัสวาบหวาม เดินตามบทรักที่ฮันกยองกำลังจะเริ่ม
 
"ก็แค่อยากให้กอด.."  พูดเบาๆแต่กลับหารู้ไม่ว่าประโยคนั้นมันปลุกเพลิง ราคะในตัวมังกรหนุ่มให้ลุกโชน จมูกได้รูปตามไซ้ซอกคาขาว ริมฝีปากหยักกดจูบไปทั่ว       ผิวสวย สร้างรอยรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะจบลงที่ริมฝีปากนุ่มที่รอต้อนรับจุมพิตร้อนแรง
 
 

"ให้ตายชั้นก็ไม่ยอมแลกนายกับอะไรทั้งสิ้น ชั้นจะเก็บนายไว้อย่างนี้ ให้อยู่กับชั้นคนเดียว" ฮันกยองพึมพำเลียริมฝีปากตนเองก่อนจะก้มลงฉกชิมดูดดุนยอดอกสีชมพูจนร่างเล็กต้องแอ่นอกบางขึ้นรับสัมผัสร้อน นิ้วเรียวคีบยอดอกอีกข้างขยี้เล่นอย่างมันมือ ลิ้นร้อนไล้วนอยู่รอบติ่งสวยนั้น สร้างความรู้สึก ความต้องการให้ฮีชอลมากกว่าเดิม
 
"อือ..ฮัน..สัมผัสมากกว่านี้สิ...อ๊ะ..อา" ทั้งๆที่ไม่เคยเรียกร้องเองแต่กลับลองเอ่ยปากขอออกมาจากความรู้สึกข้างใน ร่างสวยบิดตัวเร่าเมื่อชายหนุ่มหยอกล้อรุนแรงขึ้นกับเม็ดนูนสีสด มือหนาป่ายไปมาที่หว่างขา สัมผัวเบาๆก่อนจะค่อยๆเริ่มถูไถมากขึ้น
 
"อยากให้ชั้นทำยังไง บอกสิ" เอ่ยถามเสียงพร่า ก้มลงกดจูบผิวขาวไม่ห่าง เลียไล้จนฮีชอลแทบจะละลาย
 
"แรง.." ฮีชอลหอบหายใจ รู้สึกคับแน่นที่แก่นกายจนอยากจะระเบิดออกมา เพียงแค่ต้องการสัมผัสรักจากชายหนุ่ม
 
"แรงกว่านี้.." เอ่ยเสียงสั่น แต่ร่างสูงยังคงอยากแกล้งถามกวนๆ
 
"ทำแบบไหนล่ะ แบบนี้ดีมั้ย?" มือสากสัมผัสรูดขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จนฮีชอลแทบร้องออกมาไม่เป็นภาษา
 
"ดี..ฮัน..กยอง..แรงอีกสิ รูดเร็วกว่านี้ ได้..โปรด..อะ..อา" เอ่ยติดขัดเพราะแทบหายใจไม่ทันจากสัมผัสร้อน ไม่เคยรู้สึกอายที่ต้องร้องขอกับชายหนุ่มเท่าขนาดนี้มาก่อน
 
"ตามสั่งครับ" กดริมฝีปากหนาลงแลกลิ้นร้อนที่ต่างคนต้องการ ฮีชอลพาดมือโอบรอบคอชายหนุ่มแน่นต้องการปรนเปรอรสจูบให้หวานซึ้งกว่าเดิม มือหนายังคงทำหน้าที่ไม่หยุด  รูดขึ้นลงแรงๆจนของเหลวอุ่นๆแตกคามือพร้อมกับร่างบางที่หอบแน่น กอดเขาเอาไว้ไม่ยอมห่าง
 
"อยากให้กอดเหรอ?"  เสียงทุ้มถาม  ปลายนิ้วเรียวไล้ผ่านใบหน้าสวยที่เขาหลงใหลแตะลงที่ริมฝีปากอิ่มรอคำตอบ
 
"อือ" ฮีชอลพึมพำเบาๆ
 
"จูบชั้นก่อนสิ" ฮันกยองว่า ดวงตากลมโตค้อนเข้าให้แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี โน้มคอชายหนุ่มลงมาค่อยๆส่งลิ้นเล็กเข้าไปเกี่ยวดึงกับลิ้นชื้นกระชับความหอมหวานให้คนตัวสูงได้ดื่มด่ำกับรสจูบที่ฮีชอลเป็นคนมอบให้ หวานกว่าน้ำผึ้งที่ใดที่เขาเคยได้ชิมมา
 
ร่างสูงพลิกตัวให้ฮีชอลขึ้นมาอยู่ด้านบน  ริมฝีปากร้อนยังทาบทับกันไม่ปล่อย บดขยี้กลีบเนื้อบางด้วยอารมณ์รักต้องการ
 
"ฮื่อ ทำแล้วนะ" ฮีชอลถอนริมฝีปากออกแล้วเอ่ย ใบหวานแดงซ่านเพราะอารมณ์ตัณหาที่คุกกรุ่นขึ้นมา
 
"ครับผม" ฮันกยองว่าแล้วค่อยเลื่อนร่างบางขึ้น ส่งลิ้นเรียวเลียไล้ติ่งสวยทั้งดูดทั้งขบอย่างเมามันเล่นเอาคนตัวเล็กต้องเชิดหน้าขึ้นด้วยความเสียวสะท้าน
 
"อา..ซี๊ด..อือ.." เสียงหวานครางลั่นจิกลงที่ไหล่แกร่งเพื่อเป็นที่ยึดตัว
 
ชายหนุ่มพลิกตัวอีกครั้งให้ฮีชอลกลับมาอยู่ด้านล่างเหมือนเดิม มือสากค่อยๆไล้ช้าๆผ่านหน้าท้องเนียนเรียบที่เกร็งขึ้นมาทันทียามเขาสัมผัสมาจนถึงหว่างขา สัมผัสส่วนอ่อนนุ่มเบาๆที่เริ่มมีอารมณ์ขึ้นอีกครั้งจากการกระตุ้นของเขา ฮันกยองลูบไล้ไปที่ต้นขาเรียวยกขาข้างซ้ายของฮีชอลขึ้นพาดบ่าตนจนสะโพกมนลอยจากเตียงนุ่ม ส่งนิ้วยาวเข้าไปเบิกทางช่องรักสีสดที่ตอดรัดเขาแน่นทั้งคืน
 
ริมฝีปากหยักยังคงจูบสัมผัสกระตุ้นอารมณ์ให้ตัวฮีชอลเรียกร้องเข้ามากกว่านั้น ฮังกยองค่อยๆเพิ่มจำนวนนิ้วแล้วเริ่มชักเข้าชักออกพร้อมกดไปที่จุดกระสันของร่างบาง ฮีชอลหอบถี่รู้สึกวาบในท้องน้อยประหลาดๆและเสียวเหลือเกิน รู้สึกได้ถึงความแห้งผากของริมฝีปากเล็ก ก่อนจะเอ่ยขอเสียงหวาน
 
"ฮันกยอง..จูบชั้นบ้างสิ..นะ..อา.." แขนเรียวที่โอบรอบคอร่างสูงเปลี่ยนเป็นจิกลงที่แผ่นหลังกว้างเมื่อโดนกระตุ้น คิดแต่จะเบียดตัวเข้าหาร่างหนาอย่างเดียว
 
ฮันกยองได้ฟังคำขอนั้นมีหรือจะไม่ตามใจ ประกบริมฝีปากหนาลงมอบความชุ่มชื้นให้ผ่านเรียวลิ้นร้อนที่แทบจะสูบหายใจจากฮีชอลไป ทั้งนิ้วเรียวด้านหลังก็ยังไม่เลิกทำงาน ชักเข้าออกเรื่อยๆจนคนตัวเล็กทนไม่ไหว อยากให้ฮันกยองเข้ามาในตัวเขา ไม่ใช่เพียงแค่นิ้ว
 
"อือ..ฮีชอล.." เสียงทุ้มพึมพำเรียกชื่อแล้วก้มลงจูบต่อกดนิ้วเรียวให้เข้าไปลึกขึ้นแล้วกระชากออกมาอย่างรวดเร็ว
 
"อา...ฮัน..นะ..นาย..ซี๊ด.." ฮีชอลเลียน้ำใสๆที่ไหลจากมุมปาก มองหน้าฮันกยองด้วยสายตาอ้อนวอน ร้องขอต้องการชายหนุ่มที่สุด
 
"เข้ามาสิ..อา..ฮันกยอง..อย่าแกล้งกันสิ"  ฮีชอลเอ่ยขอแก่นกายของเขาแต่ชายหนุ่มกลับจงใจบดขยี้ยอดอกให้กระตุ้นอารมณ์ต้องการมากกว่าเดิม
 
"หืม..อยากให้ชั้นกอดขนาดนั้นเชียว.." เลิกคิ้วถามเบาๆแต่ยังไม่ละลิ้นร้อนจากอกบาง
 
"คนบ้า..อะ..อ๊า..ใจร้าย..ที่สุดเลย.."  ฮีชอลว่าแล้วจิกเล็บลงที่หลังแกร่งแรงกว่าเดิม เขาต้องการฮันกยองแทบทนไม่ไหว
 
"ถ้าชั้นใจร้ายงั้นชั้นไม่กอดนายแล้วละกัน" ทำเป็นว่าแกล้งเงยหน้าขึ้นจากร่างบาง มือเล็กรีบรั้งไว้ทันทีที่เขาละจากผิวสวย จับมือหนาไว้แล้ววางมันทาบลงที่หน้าอก พึมพำเสียงกระเส่า
 
"เข้ามาเร็วๆเถอะนะ ชั้นอยากให้นาย..ครอบครองทั้งตัวชั้น..สัมผัสแรงๆตามใจนาย..ขอแค่นายกอดชั้นก็พอ.." ใบหน้าหวานดูเหมือนจะร้องไห้ รู้สึกกลัวถ้าชายหนุ่มคิดจะทิ้งเขาไปกลางคันจริงๆและไม่ยอมกอดเขาแล้ว ทั้งยังต้องยอมอายพูดจาขอร้องให้เขาสัมผัสเหมือนคนไม่มีค่าอะไรอย่างนั้น
 
"ฮื่อ..รู้แล้วน่าเด็กดื้อ ใครจะอดใจไม่กอดนายลงฮะ? ยิ่งนายยั่วกันแบบนี้ตั้งแต่แรก  ไม่ทำอ่ะโง่เต็มทน"  ฮีชอลยิ้มหวานพร้อมกับที่ปลายร้อนของฮันกยองถูไถกับช่องทางสีชมพูสดซึ่งขยายตัวนิดหน่อยจากนิ้วเรียวของเขา
 
"ฮันกยอง..." เสียงหวานเอ่ยพร้อมกับที่ชายหนุ่มค่อยๆกดแก่นกายเข้าไปครึ่งทาง ร่างเล็กระตุกเพราะความคับแน่นกำมือด้วยความเจ็บและอึดอัด
 
"ครับ" ว่าแล้วก็กระแทกตัวเข้าจนมิด ฮีชอลร้องเสียงหลงผวาเข้ากอดร่างสูงแน่นกว่าเดิม จิกที่แผ่นหลังสีเข้มจนเลือดซิบ
 
"อึดอัด..จะ..เจ็บ.." กัดฟันบอกอย่างทรมาน แต่มีหรือร่างสูงจะไม่รู้ ชายหนุ่มคีบยอดอกด้วยนิ้วเรียวบิดคลึงจนความเสียวซะท้านแผ่ซ่าน จูบลงทั่วดวงหน้าสวย บอกเบาๆ
 
"อย่าเกร็งนะคนดี ผ่อนคลายสิ..นั่นแหละ อย่าเพิ่งรัดชั้นแน่นไป..ให้ขยับได้ก่อน..อา..แบบนั้นแหละครับ..อา...ดีมาก...ฮีชอล..ดี..อือ...อา..." ร่างสูงเริ่มครางออกมาบ้างเมื่อเริ่มขยับกายเข้าออกพร้อมกับช่องทางคับแคบที่ตอดแน่น สร้างความเสียวให้เขาเช่นกัน
 
ฮันกยองค่อยๆสวนกายเข้าออก  ถี่ขึ้นเรื่อยๆจนร่างเล็กไม่บอกว่าเจ็บเหลือเพียงเสียงหวานๆที่ครวญครางเพราะสุขสม
 
"อา..ซี๊ด..อ๊า..อื้อ..อา...อือ.."
 
ร่างสูงดึงท่อนเนื้อออก จับร่างเล็กพลิกตัวให้อยู่ในท่าโก้งโค้งจับสะโพกมนมั่นแล้วกดแก่นกายเข้าไปจนมิด ฮันกยองเริ่มกระแทกแรงขึ้นพร้อมร่างเล็กที่ตอดรัดเขาไม่หยุด ด้วยท่านี้ยิ่งทำให้เขาสัมผัสฮีชอลได้ลึกกว่าเดิม มือเล็กแทบไม่มีแรงพยุงตัวเองค่อยๆทรุดลงตามแรงกระแแทกที่เสียวกระสัน แต่บั้นท้ายยังถูกเกาะกุมด้วยมือหนาที่ช่วยให้การสวนทางเข้าออกสะดวกขึ้น
 
มือเล็กขยุ้มผ้าปูที่นอนสีเข้มเพราะความเสียวและสุขยิ่งกว่าได้ขึ้นสวรรค์ ส่งเสียงครางออกมาอย่างไม่อายอะไร ร่างสูงทาบทับตัวฮีชอลจากด้านหลังทั้งๆที่ยังขยับเข้าออก ยื่นมือไปจับหน้าสวยให้หันมาหยอกล้อกันด้วยลิ้นร้อน  ส่วนล่างก็ยังปรนเปรอความต้องการให้ไม่หยุด
 
"ฮีชอล...นายรัดชั้นแน่นเหลือเกิน..อา..ดีจริงๆ" ฮันกยองพึมพำชอบใจ รู้สึกสุขสุดๆที่ได้ร่วมรักอย่างเต็มใจกับร่างบาง  เพราะทั้งความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกไปและความรู้สึกที่ได้รับกลับมา มันช่างต่างจากทุกคราว
 
"อือ..ขะ..ของ..นาย..ใหญ่จะตาย.." พึมพำพร้อมกับใบหน้าหวานที่ร้อนขึ้นมาจากคำพูดน่าอายของตนและสัมผัสรักจากด้านหลัง คนตัวสูงได้ฟังแล้วรู้สึกอยากจะจับร่างบางมาตีก้นเหลือเกิน พูดอะไรแบบนั้นให้เขามีอารมณ์มากกว่าเดิม
 
"ทะลึ่งนะเราน่ะ.." ไม่ว่าเปล่ากระแทกกายลงแรงๆ ย้ำจนมิด ฮีชอลครางเสียงสูงเชิดหน้าขึ้นทันที
 
"อ๊า...ซี๊ด..อา.."
 
เสียงครวญครางหวานๆของฮีชอลและเสียงแหบต่ำของฮันกยองดังประสานกันไม่หยุดหย่อน จงใจมอบสัมผัสรักให้กันและกันเพื่อเติมเต็ม แต่ช่วงเวลาของความสุขมักอยู่ไม่ได้นาน แม้แต่ความสุขทางกายก็ยังมีคนมาขัดขวางจนได้
 
ก๊อกๆ
 
เสียงหลังมือกระทบกับประตูไม้ขณะที่ร่างสองร่างบนเตียงยังคงเล่นบทรักที่เร่าร้อนไม่จบ แม้คนทั้งคู่แทบจะไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นนอกจากเสียงหอบหายใจและเสียงครางของกันและกัน
 
เสียงเคาะดังขึ้นและแรงขึ้น ฮีชอลที่ตาปรือกำลังดื่มด่ำกับสัมผัสสวาท พยายามเผยอปากอิ่มขึ้นทักท้วงฮันกยอง
 
"มะ..มีคนมาน่ะ.."
 
"ช่างมัน ชั้นจะนอนกับเมีย ใครมายุ่งพ่อจะยิงทิ้งแม่งหมด" เอ่ยเสียงโหดแล้วสวนกายเข้าออกถี่ขึ้นแรงขึ้น จนฮีชอลไม่สามารถปิดปากไม่ให้เสียงหวานเล็ดลอดออกไปได้ สุดท้ายก็ต้องยอมปล่อยเสียงน่าอายนั้นออกไป แม้จะรู้ว่าไม่ใช่แค่ฮันกยองคนเดียวที่ ได้ยิน แต่เป็นคนที่ยืนอยู่หน้าประตูด้วย
 
"ตะ..แต่ว่า.." ฮีชอลพยายามจะว่าต่อ แต่แรงกระแทกเล่นเอาจุกด้วยความเสียวไม่รู้จะเอ่ยออกมาเป็นคำพูดยังไง
 
"ไม่ต้องเร่งตัวเองนะ  ถ้าใครมันมีธุระ  มันก็ต้องรอให้ชั้นเสร็จกับนายก่อน"         ฮันกยองว่าแล้วกอดร่างเล็กแน่น จูบพรมไปทั่วแผ่นหลังสีขาวอมชมพูที่ร้อนระอุ
 
"อือ..ใกล้แล้ว..อา.."  ฮีชอลตอบรับพร้อมแอ่นตัวเข้ารับแก่นกายที่สวนเข้าออกไปมา มือหนาสัมผัสท่อนกายของฮีชอลไปพร้อมๆกับบทรักบทสุดท้ายที่จะบรรเลง
 
"พร้อมนะที่รัก.." ฮันกยองว่าแล้วกดตัวเข้าไปจนสุด ย้ำกายแรงๆสองสามทีก่อนจะปล่อยน้ำรักให้ไหลเยิ้มผ่านช่องทางรักด้านหลัง ส่วนอ่อนนุ่มของฮีชอลเองก็ปลดปล่อยไปพร้อมกัน
 

ทั้งสองร่างกอดกันแน่นหอบหายใจแรงพร้อมเหงื่อที่ไหล่ชุ่มกาย เพลิงราคะมันทำให้พวกเขารู้สึกร้อนรุ่มข้างในจนต้องปลดปล่อยออกมา
 
ชายหนุ่มแตะริมฝีปากตัวเองลงเบาๆกับฮีชอล เหมือนทุกครั้งที่มีอะไรกัน       ฮันกยองมักจะจูบส่งท้ายเล็กๆแบบนี้เสมอ แม้ว่าบางครั้งจะเป็นการขืนใจหรือบังคับเหมือนครั้งแรกๆก็ตาม
 
สัมผัสอ่อนละมุนนี่แหละที่ทำให้ฮีชอลวางใจ คิดอยากจะให้คนที่กอดตนเป็นได้แค่ฮันกยองคนเดียว..
 
ต่างคนต่างไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา แทบไม่ใช้เสียงคุยกันแต่ให้ร่างกายบอกผ่านสัมผัสที่แตะต้อง อาจจะเป็นเพราะไม่อยากรื้อฟืนวันเวลาที่ต่างจะทำให้พวกเขาเองเจ็บปวดทั้งคู่ ทรมานกันคนละอย่าง
 
ตอนนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรมันมากกว่ากัน เกลียดหรือรัก?
 
เพียงแต่ทั้งคู่ไม่มีโอกาสได้เอ่ยบอกความรู้สึกต่อกันและกันเลย...คงจะคิดแค่ว่า ต่างฝ่ายต่างไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์ที่มั่นคง เพราะรู้ว่าวันนึงพวกเขาสองคนคงไม่ได้อยู่ด้วยกัน
 
แม้ฮันกยองจะอยากเก็บฮีชอลไว้กับตนขนาดไหนหรือแม้แต่ฮีชอลเองอยากจะอยู่กับฮันกยองมากขนาดไหนก็ตาม แต่พรหมได้ลิขิตแล้วให้ฮันกยองเดินทางนี้และให้ฮีชอลเดินทางนั้น ทางที่คู่ขนานกันและไม่มีวันได้บรรจบลง
 
ตราบใดที่คนทั้งคู่ยังเป็นฮันกยองหัวหน้าพรรคเฮยหลงและคิม ฮีชอล เด็กที่เจย์และโรสเก็บมาเลี้ยงและปลูกฝังให้อาฆาตมังกรดำที่มาพรากครอบครัวเขาไป
 
เสียงทุบประตูดังขึ้นอีกครั้ง เรียกสติจากคนที่ตระกองกอดกันอย่างเหนื่อยอ่อนจากบทรักที่รัญจวนใจ ฮีชอลเงยหน้าขึ้นมองประตูบานใหญ่แล้วเอ่ย
 
"ไม่ไปดูเหรอ?"
 
"ยังไม่อยากลุกนี่ อยากนอนอยู่แบบนี้" พูดเอาแต่ใจเหมือนเด็กๆ ซุกหัวยุ่งลงที่หน้าอกบางเหมือนจะอ้อน
 
"ฮันกยองไปเปิดประตูสิ เผื่อมีธุระสำคัญนะ" ฮีชอลพยายามกล่อม
 
"แล้วให้คนข้างนอกเข้ามาเห็นเราสองคนแบบนี้เหรอ?" ทำเป็นถามอย่างใสซื่อ ใบหน้าหวานขึ้นสีด้วยความอายผลักฮันกยองออกแล้วเอาหมอนอิงปิดหน้าไว้ครึ่งนึง
 
"บ้า ใครบอกให้ทำแบบนั้นเล่า" พูดเสียงอู้อี้แล้วซุกหน้าลงที่หมอนสี่เหลี่ยม
 
"อ้าวก็เห็นบอกให้ไป" ว่าแล้วก็ดึงหมอนออก คร่อมตัวจ้องใบหน้าหวานอยู่แบบนั้น
 
"ไปสิ" คนตัวเล็กไล่เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีก
 
"ทำไมถึงมีแต่คนชอบขัดใจชั้นจริงๆเลยเนี่ย"  บ่นออกมาด้วยอารมณ์เซ็งนิดๆ ฮีชอลได้ทีรีบเสริม
 
"ก็เลิกเป็นคนเอาแต่ใจซะทีสิ"
 
"ง่ะ นายว่าชั้นเหรอ - -" ฮีชอล!" แววตาไม่น่าไว้ใจของฮันกยองเหล่มองคนที่ว่าเขา รู้สึกอยากจะจูบหนักๆปิดปากนั้นตะหงิดๆ
 
"ก็จริงนี่นา เอ๊อ..ไปเปิดประตูได้แล้วไป" ว่าแล้วดันร่างสูงให้ลุกขึ้น ก่อนจะดึงผ้าห่มผืนหนามาคลุมตัว โบ้ยหน้าไปที่ประตูไม้
 
"คอยดูจะมาคิดบัญชีคืน" ฮันกยองว่าแล้วชี้นิ้วไปที่ใบหน้าสวยซึ่งแลบลิ้นใส่เขา คลานลงจากเตียงคว้าเอาเสื้อคลุมสีดำตัวเมื่อวานขึ้นมาใส่ ผูกสายรัดแน่นแล้วเดินไปเปิดประตู
 
คนที่กำลังจะเคาะอีกทีถึงกับชะงัก เมื่อประตูที่ตัวเองทุบอยู่ถูกกระชากออก ร่างสูงที่สีหน้าเซ็งโลกเตรียมจัดการคนที่มากวนเวลาของเขากับฮีชอลเปลี่ยนเป็นตกใจทันทีที่เห็นว่าใครมาเคาะประตู
 
"เหม่ยหลิง.."  เสียงทุ้มพึมพำเบาๆรีบดันตัวเองออกจากห้องปิดประตูแล้วดึงลูกบิดไว้ กลัวหญิงสาวจะขอเข้าไปหรือมองเห็นข้างใน
 
"อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่เกิง เหม่ยหลิงมาเคาะตั้งนานแน่ะกว่าพี่จะยอมเปิด" คู่หมั้นของชายหนุ่มตัดพ้อเบาๆอยากให้คนตัวสูงของโทษ แต่ฮันกยองได้แต่เกาหัวแกรกๆ ไม่รู้จะหาคำแก้ตัวยังไง
 
"อ่อ พี่เพิ่งตื่นน่ะ ฮ้าววว" เขาบอกแล้วแกล้งทำท่าหาว แต่แล้วก็แทบหุบปากไม่ทันเมื่อหญิงสาวเล่นถาม
 
"เหรอคะ เหม่ยหลิงนึกว่าพี่เกิงตื่นนานแล้วเหม่ยหลิงได้ยินเสียงอะไรไม่รู้ในห้องพี่ฮันเกิงน่ะค่ะ ฟังดูแปลกๆชอบกล.." หญิงสาวเอียงคอถามด้วยแววตาใสซื่อ ฮันกยองถึงกับหน้าเสียเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเสียงที่ว่านั่นคงจะเป็นตอนที่เขากับฮีชอลกำลังมีอะไรกันพอดี
 
"อ่อ พี่เปิดหนังทิ้งไว้อ่ะๆ แล้วเผลอหลับไป ตอนตื่นมาดูเมื่อเช้ามืด" ให้ตายเถอะ ปวดหัวชะมัด  ทำไมเข้าต้องมาโกหกเพื่อปกปิดความสัมพันธ์ของเขากับฮีชอลด้วยเนี่ย หงุดหงิดชิบหาย
 
"อ้อเหรอคะ" เหม่ยหลิงพยักหน้าช้าๆเหมือนเข้าใจ หญิงสาวยิ้มกว้างพูดเรื่องที่ตั้งใจจะมาคุยทันที
 
"วันนี้พี่เกิงว่างมั้ยคะ ไปธุระกับเหม่ยหลิงหน่อย" ใบหน้าฮันกยองบอกได้ชัดว่าไม่อยากไป ทั้งๆที่วันนี้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะอยู่กับฮีชอล ขอให้ได้มีเวลาส่วนตัวมั้งจะได้มั้ย!!
 
"ธุระอะไร สำคัญมั้ย พี่จำเป็นต้องไปด้วยเหรอ" ถามด้วยน้ำเสียงเบื่อๆเล่นเอาเหม่ยหลิงหน้าเจื่อน
 
"เอ่อ..มันอาจจะไม่สำคัญสำหรับพี่เกิงหรอกค่ะ แต่มันสำคัญสำหรับลูกผู้หญิงอย่างเหม่ยหลิงนะคะ มันเป็นธุระที่คนสองคนต้องไปด้วยกัน" เธอว่าแล้วก้มหน้านิ่ง ฮันกยองถอนหายใจถามไปตรงๆ
 
"บอกพี่มาเถอะว่าจะให้พาไปทำอะไร"
 
"เอ่อ เหม่ยหลิงอยาก..ไปดู..แหวนหมั้นของเราสองคนค่ะ.." ใบหน้าหวานขึ้นสีที่ต้องเป็นคนพูดชวนฝ่ายชายไปเอง
 
ฮันกยองขยี้หัวตัวเองให้มันยุ่งกว่าเดิม รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆที่รู้ว่าการหมั้นด้วยสัญญาปากของเขากับเหม่ยหลิงเป็นแค่หนึ่งในข้อบังคับของการที่จะเกิดมาเป็นมังกรดำรุ่นที่ 32 อีกหนึ่งสิ่งที่เขาไม่ได้ร้องขอแต่กลับได้มา ไม่ได้ต้องการจะผูกมัดตัวเองกับใครทั้งนั้นที่เขาไม่ได้รัก
 
"เหม่ยหลิง เมื่อคืนพี่ทำงานหนักจนดึก ขอพักหน่อยละกัน ไว้อาทิตย์หน้าพี่จะพาไปนะ" ชายหนุ่มวางมือลงบนไหล่เล็กเหมือนให้สัญญา หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆตอบรับเสียงแผ่ว
 
"ค่ะ"
 
"ทานข้าวเช้าหรือยัง แล้วจะกลับคอนโดเลยมั้ย พี่จะได้ให้คนขับรถขับไปส่ง?" ฮันกยองถาม
 
"เอ่อ..เหม่ยหลิงรอทานพร้อมพี่หานเกิงน่ะค่ะ"  หญิงสาวเรียกชื่อเต็มเพื่อให้เขาเห็นว่าเธอตั้งใจรอเขาจริงๆ
 
"แต่พี่ยังไม่หิวน่ะ แถมง่วงด้วยกะจะนอนต่อแล้วค่อยลงไปกินสายๆ ฮ้าวว" ว่าแล้วก็แกล้งหาวแล้วบิดขี้เกียจไปมา หญิงสาวหน้าเจื่อนลงอีก ฮันกยองเลยรีบตัดบท
 
"เอางี้ เหม่ยหลิงไปทานข้าวเช้าเถอะน่ะ แล้วก็บอกซีวอนให้ไปส่งละกัน แล้ว วันหลังพี่จะรับไปทานดินเนอร์ ตกลงมั้ยครับ?" ก็เพราะลื่นเป็นปลาไหลแบนี้แหละ ฮันกยองถึงดิ้นหนีพวกช่างตื๊อได้ทุกราย แม้แต่คู่นอนของเขาหรือแม้แต่คู่หมั้นอย่างเหม่ยหลิง
 
"ก็ได้ค่ะ" ก้มลงโค้งเล็กๆ แล้วบอก
 
"รักษาสุขภาพด้วยนะคะพี่หานเกิง อย่าโหมงานมาก เหม่ยหลิงเป็นห่วง" หญิงสาวบอกแล้วยิ้มหวานก่อนจะค่อยๆก้าวขาเดินลงจากชั้นสองไป
 
ชายหนุ่มถอนหายใจเสียงดังที่รอดพ้นการต้องออกไปกับเหม่ยหลิงได้  ไม่สนอะไรแล้ว เขาทรมานกับชีวิตบัดซบนี้มานาน ไหนจะเรื่องของฮีชอลกับเจย์นั่นอีกที่ทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตเขามันช่างนรกจริงๆ กว่าเขาจะได้ฮีชอลกลับมาเติมเต็มชีวิตเขาก็เล่นเอาหนักหนาสาหัสเหมือนกัน เสียอะไรไปตั้งเยอะ เรื่องอะไรจะต้องยอมเสียเวลาทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากจะทำ
 
ตอนนี้เขารู้แค่เพียงอย่างเดียว...เขาอยากจะอยู่กับฮีชอลเท่านั้นพอ...
 
 
ร่างสูงปิดประตูห้องเบาๆ เดินตรงมาที่เตียงนอนเห็นร่างเล็กกำลังผูกสายรัดชุดคลุมอีกตัวที่เขาแขวนไว้ด้านนอก ฮันกยองเอ่ยถามด้วยความงง
 
"จะไปไหนน่ะ" ฮีชอลเงยหน้าขึ้นแล้วตอบ
 
"อาบน้ำน่ะสิ เหนียวตัวจะตาย" ว่าแล้วก็ลุกขึ้น ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ กอดเอวบางหลวมๆแล้วถาม
 
"งั้นไปอาบด้วยได้เปล่า?"
 
"ไม่ได้!" ฮีชอลรีบตอบเสียงห้วน
 
"เอ้า ทำไมล่ะ" ทำหน้าเซ็งๆพร้อมน้ำเสียงตัดพ้อ
 
"นายเข้าไปด้วยจะได้อาบเหรอ" ว่าแล้วก็หน้าแดง ก้มหลบเบี่ยงตัวออกจากวงแขนแกร่ง
 
"อะไร ยังไม่เห็นได้บอกเลยว่าจะทำอะไรซักหน่อย" ทำเป็นว่าไม่รู้ไม่ชี้ ตรงเข้ากอดร่างเล็กจากด้านหลังแล้วหอมแก้มเนียน
 
"อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้วนายน่ะ" ฮีชอลว่า หันกลับไปมองค้อนๆ
 
"แหม แสดงว่าเมียรู้ใจ ดีใจจัง" ว่าแล้วก็ขโมยหอมแก้มอีกฟอด ฮีชอลยู่หน้าแล้วตะโกนแหวใส่
 
"ใครเป็นเมียนายห๊ะ! ชั้นก็ผู้ชายเหมือนกันนะ ชิส์"
 
"อ้าว ก็ไม่สนอ่ะ เป็นผู้ชายก็เป็นเมียชั้นได้อยู่ดี ให้ตายเถอะแต่นายสวยกว่าผู้หญิงเป็นล้านที่ชั้นรู้จักเสียอีก" ฮันกยองเถียงแล้วหยอดใส่
 
"ไม่ได้สวยเว้ย เขาเรียกหน้าตาดี แบร่" หันไปแลบลิ้นใส่แล้วพยายามดิ้นแกะมือปลาหมึกออก ฮันกยองหัวเราะกับท่าทางและคำพูดของคนตัวเล็กที่ทำตัวได้น่ารักน่าหยิกน่าจับกดเหลือเกิน
 
"อ่ะ ครับๆ คุณหน้าตาดีครับๆ ยอมรับก็ได้"
 
"เอ้า ปล่อยได้แล้ว จะไปอาบน้ำ" ฮีชอลตีเพี๊ยะไปที่มือใหญ่ที่เกาะกุมเอวตนอยู่ ฮันกยองได้ทีรีบอ้อน
 
"อ่าๆ อาบด้วยสิ นะๆ ชั้นอยากให้นายเช็ดผมให้เหมือนวันนั้นอีกนี่นา"
 
"ก็อาบที่หลังก็เช็ดให้ได้ ไม่ต้องมาหาเรื่อง ปล่อยเลย เร็วๆ" สั่งเสียงเขียว จน ฮันกยองเริ่มถอดใจ ทำไมฮีชอลใจร้ายแบบนี้
 
"ดุจังอ่ะ" ทำเป็นว่าหน้าง้ำ
 
"ก็นายมันคนชอบฉวยโอกาสนี่นา ไม่ได้อาบเฉยๆแน่อ่ะ เมื่อคืนก็..ฮึ่ย" ว่าแล้วก็อายเองรู้สึกโกรธตัวเองที่ยอมใจดีทำตามที่ฮันกยองต้องการ
 
"เมื่อคืนทำไมเหรอ" ทำน้ำเสียงไม่รู้เรื่อง วางคางแหลมบนไหล่มน
 
"ก็เมื่อคืนตั้งหลายครั้งแล้วยังไม่พอใจอีกเหรอไง!" ฮีชอลว่าใบหน้าหวานแดงแปร๊ดยิ่งนึกถึงเรื่องเมื่อคืน
 
แค่คิดจะปลอบชายหนุ่มเลยใจดียอมให้สัมผัส ใครจะไปคิดว่าไอ้มังกรหื่นนี่มันจะกล้าทำอะไรเขาตรงนั้นจริงๆ ทั้งๆที่เป็นกลางคืนดึกดื่นอยู่ในสวนฮันกยองยังไม่เว้น  แต่จะห้ามก็คงไม่ทัน ได้แต่ยอมให้เลยตามเลยทั้งๆที่อายกลัวใครมาเห็นแทบแย่ พอเสร็จใช่ว่าชายหนุ่มจะยอมปล่อยอุ้มขึ้นห้องมาต่ออีกตั้งสองรอบ
 
ไม่เรียกว่าเปลืองตัวคราวนี้ก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วแหละ
 
"อือ ไม่อ่ะ" ตอบหน้าด้านๆเล่นเอาคนตัวเล็กแทบเดือด อยากจะต่อยหน้ากวนๆนั่นซะ
 
"โอ๊ย ไม่สนแล้ว ถ้านายไม่ปล่อย โกรธจริงๆด้วย" ขู่ปั๊บเล่นเอามังกรหนุ่มแทบฝ่อ รู้ว่าเวลาฮีชอลโกรธจะพาลขนาดไหน คงไม่ยอมให้เขาทำอะไรง่ายๆอีก จะขืนใจกันก็เหนื่อย ไม่คุ้มกันเลยด้วยกับความรู้สึกที่จะต้องเสียไป
 
"ง่ะ ก็ได้ คราวหลังอย่าเผลอนะ ไม่รอดแน่" ว่าแล้วก็ยอมปล่อยมือออกจากเอวเล็ก ฮีชอลหันมายักคิ้วแล้วส่งจูบให้ก่อนจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปล็อคประตูและลงกลอนอย่างดี รู้ว่ามาเฟียหนุ่มคงตามมาโวยวายที่เล่นทิ้งระเบิดไว้แน่ๆ
 
และก็จริงๆ ฮันกยองส่งเสียงโอดครวญขอให้ฮีชอลเปิดประตูแต่ร่างเล็กกลับไม่สนใจ ตรงไปจัดการอาบน้ำชำระร่างกายตนเองใต้สายน้ำอุ่นจากฝักบัวสีเงิน
 
 
 
 
เวลาผ่านไปจนฮีชอลจัดการตัวเองเสร็จ ร่างเล็กเดินไปตรงโซนแต่งตัว แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมขอเสื้อผ้ามา แถมในห้องน้ำนี่ก็ไม่มีอะไรให้ใส่เลยนอกจากชุดคลุมสีขาวขนนุ่มตัวเดิม
 
มือเล็กจัดการเลื่อนประตูกระจกสีขุ่นแล้วเปิดประตูไม้อีกชั้นที่ลงกลอนไว้ ก้าวเข้ามาในห้องนอนตามเดิม ไม่มีร่างของฮันกยองอยู่ให้เห็นเลย
 
คิ้วโก่งขมวดด้วยความงงก่อนจะเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าของชายหนุ่ม เปิดมันออกเพื่อหาอะไรใส่
 
สายตาคมมองเห็นแท่งกลมอะไรบางอย่างสีดำใต้กองเสื้อที่พับแยกชนิดไว้อย่างเป็นระเบียบ มือไวเปิดขึ้นดูอย่างสงสัย แต่แล้วก็เป็นแค่ปืนพกสีดำทั่วไปแบบที่ฮันกยองพกติดตัว มือเล็กหยิบมันขึ้นมาดูพลิกไปมาแล้วฮีชอลก็เก็บมันไว้ตามเดิม
 
เริ่มก้มลงค้นหาชุดลำลองสบายๆ กว่าจะหาเสื้อและกางเกงที่ถูกใจ ร่างบางกลับเจอปืนกระบอกใหญ่สามกระบอกถูกซ่อนไว้ตามที่ต่างๆในตู้ เริ่มเข้าใจความหมายที่เจย์บอกแล้วว่าฮันกยองน่ากลัวยังไง ถ้าเขาคิดจะฆ่าฮีชอล คงแค่เหนี่ยวไกยิงทิ้งได้สบายๆ
 
แต่ก็ดี อย่างน้อยเขาเองก็รู้ที่ซ่อนปืนอย่างน้อยหนึ่งที่ในห้องนี้แล้ว ถ้าเกิดมีอะไรขึ้นมาก็สามารถค้นขโมยมาใช้ได้สะดวก แต่เขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะใช้ปืนนี่ทำอะไรหรือเพื่อฆ่าใคร
 
ฮีชอลปิดประตูตู้เสื้อผ้าลงหันหลังกลับมาแล้วกก็แทบตกใจที่เห็นร่างสูงยืนมองเขาอยู่
 
"เฮ้ยฮัน! ตกใจหมดเลย" ร่างบางว่าแล้วถอนหายใจ
 
"นายก็รู้นี่ว่าชั้นไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับของของชั้น" เสียงทุ้มเอ่ยเรียบๆ ฮีชอลเริ่มหน้าเสีย แก้ตัวเล็กๆ
 
"เอ่อ..ขอโทษ ชั้นแค่จะหาเสื้อผ้าใส่" ว่าแล้วก้มหัวเล็กๆ กลัวชายหนุ่มจะตวาดใส่หรือว่าอะไร แต่แล้วที่เขาได้ยินเป็นเพียงแค่เสียงถอนหายใจจากร่างสูง
 
"เฮ้อ...คราวหลังก็บอกนะ เดี๋ยวจะจัดการให้ ไปแต่งตัวไป" พูดด้วยน้ำเสียงปกติแต่ฮีชอลเองยังกลัวฮันกยองโกรธ
 
"นายโกรธเหรอ? ชั้นไม่ได้ตั้งใจจะรื้อของนายนะ ก็แค่..เอ่อ..บังเอิญเจอ" ฮีชอลอธิบาย
 
"แล้วกุญแจหัวใจมังกรนั่นบังเอิญเจอด้วยหรือเปล่า"  คำพูดฮันกยองเล่นเอาฮีชอลสะอึก สุดท้ายชายหนุ่มก็ย้อนกลับมาเรื่องเดิมจนได้
 
"..เออะ..เอ่อ.." ฮีชอลถึงกับตะกุกตะกัก ไม่รู้จะตอบยังไง
 
"ช่างมันเถอะ ชั้นไม่ได้โกรธนายหรอก ไปแต่งตัวเถอะ ชั้นจะได้อาบน้ำ" ฮันกยองว่าแล้วเดินกลับไปนั่งที่โซฟาสีแดงอีกฝากของห้อง แล้วเปิดแล็ปท็อปเครื่องเดิมของตนลงมือทำงานที่คั่งค้างอยู่ระหว่างรอฮีชอล
 
ไม่ใช่ว่าเขาตั้งใจจะทำลายบรรยากาศดีๆ ไม่ใช่ว่าเข้าตั้งใจจะพูดจาประชดฮีชอล ไม่ใช่ว่าเขาตั้งใจจะโกรธฮีชอล แต่เมื่อเห็นท่าทางของคนตัวเล็กแล้วมันดันนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นจนได้ รู้สึกหงุดหงิดมากมายแต่ก็พยายามเก็บอารมณ์ไว้ไม่ให้โมโห
 
ฮีชอลเดินกลับออกมาในชุดเสื้อคอวีสีครีมกับกางเกงผ้าฝ้ายสีน้ำตาลอ่อนมองเห็นร่างสูงกำลังพิมพ์อะไรอยู่ที่โซฟาข้างกระจกใส มือหนาจับแก้วกาแฟเซรามิคสีขาวขึ้นจิบ ขมวดคิ้วหนาด้วยความงงหลังอ่านอะไรบนหน้าจอสี่เหลี่ยม
 
ร่างบางตัดสินใจเดินเข้าไปหาเงียบๆ ทั้งๆที่คิดว่าฮันกยองน่าจะยังโกรธเขาอยู่ คนที่คิดจะมาอ้อนทิ้งตัวลงที่ปลายโซฟาเบาๆ น้ำหนักที่นั่งที่ยวบลงไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มหันมาสนใจร่างเล็ก
 
ฮีชอลเบ้ปากเซ็งๆ ท่าทางฮันกยองจะโกรธอยู่จริงๆด้วย ไม่ยอมหันมาพูดหรือถามอะไรเลย
 
ร่างสวยค่อยๆเคลื่อนเข้าใกล้ไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็นั่งอยู่ติดกับร่างสูง ฮันกยองหันมามองหน้าหวานที่ยิ้มให้ เห็นแค่นั้นความรู้สึกที่พยายามจะไม่โกรธก็มลายหายไปในพริบตา
 
ฮีชอลสอดแขนเรียวเข้าคล้องกับแขนหนากระแซะตัวเข้าแนบชิดกว่าเดิม เอาหัวพิงไหล่กว้างแล้วทำเป็นมองคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของฮันกยอง  ปากบางถามด้วยความสงสัย
 
"ทำอะไรอยู่เหรอ"  ฮันกยองค่อยๆจัดการปิดงานของตัวเองลง  กดชัตดาวน์คอมพิวเตอร์แล้วหันมาบอก
 
"ทำงานน่ะ" มือหนาปิดหน้าจอพับลงเลื่อนมันออกไปไกลๆแล้วหันมาถามคนตัวเล็กที่ยังเกาะแขนเขาแน่น
 
"แล้วนี่จะเอาอะไรหึ? ทำหน้าทำตาแบบนี้น่ะ" ฮีชอลยู่หน้าถอนแขนเล็กที่รัดอยู่ออก
 
"เปล่าซะหน่อย แค่จะมาดูว่าทำอะไรอยู่" จริงๆแล้วอยากจะบอกว่า แค่อยากจะรู้ว่านายโกรธชั้นอยู่หรือเปล่าต่างหาก
 
"ไม่ไปอาบน้ำเหรอ" เสียงหวานรีบเปลี่ยนเรื่องมองใบหน้าหล่อด้วยสายตากลมโตที่ดูสดใส
 
"อื้อ นี่จะไปแล้ว" บอกจะไปเองแต่ก็ยังไม่ลุก กำลังชั่งใจว่าควรจะดึงคนตัวเล็กเข้ามากอดสักนิดดีไหม
 
"เร็วๆนะ เดี๋ยวจะเช็ดผมให้ ^^" ฮีชอลบอกเสียงหวานแล้วยิ้ม ตอนนี้ไม่ต้องชั่งใจอะไรแล้ว ฮันกยองเกี่ยวเอวบางเข้ามากอดแน่นแล้วหอมแก้มเป็นรางวัล
 
"ทำตัวน่ารักแบบนี้กะจะเอาให้ชั้นอยู่กับนายคนเดียวเลยใช่มั้ย" ถามแล้วกดจมูกโด่งลงสูดดมกลิ่นกายของฮีชอลที่เป็นกลิ่นเดียวกับเขาเพราะคนตัวเล็กใช้สบู่ชนิดเดียวกัน
 
"ฮื่อ..เปล่าซะหน่อย ก็แค่อยากทำอะไรให้นี่นา" ปฏิเสธแต่ไม่ได้ผลักไสสัมผัสนั้น ฮีชอลเริ่มรู้ตัวเองแล้วว่าเขายอมให้ฮันกยองขนาดไหน แทบจะไม่สนใจแล้วว่าตนเป็นใครหรือมีหน้าที่อะไรหรือแม้แต่อยู่กับชายหนุ่มในฐานะอะไร
 
ตอนนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ต่อให้เขาอาจจะต้องเป็นคนฆ่าฮันกยองเอง เขาก็คงจะไม่เสียใจที่อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต  เขาและฮันกยองได้ใช้เวลาที่มีเพียงน้อยนิดด้วยกัน ได้รักและสัมผัสกันโดยไม่ต้องกล่าวเป็นคำที่เลิศหรูใดๆ
 
หากจะต้องเป็นเขาเองที่เจ็บปวด...ฮีชอลเองก็ยอม..ขอเพียงตอนนี้เขาได้มีความสุขสักครั้ง...
 
ร่างสูงอยากจะเอ่ยความในใจกับคนที่กอดอยู่มากขนาดไหน แต่ทิฐิของการเป็นมังกรมันก็ห้ามเขาเอาไว้ ขยับปากจะพูดแต่กลับไม่มีเสียงเปร่งออกมา ได้แต่แสดงออกทุกอย่างผ่านการกระทำ
 
ทั้งๆที่รู้ว่าแค่พูดออกมามันไม่ได้ยากอะไรเลย เพียงแค่เขาทำไม่ได้เท่านั้นเอง..
 
"ไปถูหลังให้หน่อยสิ" ลองเป็นคนอ้อนมั่ง คนตัวเล็กที่คิดจะมาตามใจร่างสูงได้แต่เม้มปากคิดว่าจะตกลงดีมั้ย
 
"จะให้อาบให้เหรอ?"  หันไปถามอย่างใสซื่อ  เล่นเอาฮันกยองหัวเราะออกมาเพราะทนความน่ารักของฮีชอลไม่ไหว
 
"จะยอมอาบให้มั้ยล่ะ?" ร่างสูงยังคงถามรุกต่อ
 
"อะ..อา เอ่อ..แล้วแต่สิ" ตัดสินใจไม่ได้เลยโบ้ยไปให้ฮันกยองซะงั้น แบบนี้ก็เข้าทางคนชอบฉวยโอกาสน่ะสิ
 
"ดี งั้นก็ตกลงนะ ^^ " ใบหน้าหล่อยิ้มดีใจ ฮีชอลเริ่มรู้สึกว่าเขาตัดสินใจผิดจริงๆด้วย
 
"เอ่อ ฮันกยองชั้นว่า..ไม่ดีกว่ามั้ง" ฮีชอลว่าทำสีหน้าลำบากใจ แต่มีหรือคนที่เอาแต่ใจจะยอม
 
"อ้าว ได้ไงล่ะ พูดเองแล้วนี่นา จะเป็นมาเฟียห้ามผิดคำพูดนะ" ฮันกยองใช้นิ้วเรียวหยิกจมูกรั้นเล็กๆ
 
"ชั้นยังไม่ได้เป็นซะหน่อยเอ้อ พี่ชั้นเป็นต่างหาก" หาทางแก้ตัวแต่ก็ยังโดนชายหนุ่มไล่ต้อน
 
"น่ะ นายเป็นน้องชายของมาเฟีย เป็นเมียมาเฟียด้วย ดังนั้นห้ามคืนคำ!" ฮันกยองว่าแล้วหัวเราะที่ไล่ต้อนเอาจนฮีชอลพูดไม่ออก กำลังอ้าปากจะเถียงแต่เสียงมือถือของ   ฮันกยองที่วางไว้ใกล้ๆคอมพิวเตอร์กลับดังขึ้น
 
มือหนาคว้าโทรศัพท์เครื่องบางขึ้นมาดูชื่อคนที่โทรมาแล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม ชายหนุ่มหันโทรศัพท์ให้ฮีชอลดูชื่อและเบอร์โทรศัพท์คนที่โทรมาเล่นเอาร่างบางตาโต
 
"เจย์..." ฮีชอลพึมพำเบาๆมองหน้าฮันกยองนิ่ง ร่างสูงดีดฝาพับขึ้นแนบโทรศัพท์สีดำเข้ากับหูแล้วเอ่ยน้ำเสียงห้วนๆ
 
"มีอะไร" คนอีกฝากหัวเราะทันทีที่ได้ยินเสียงของฮันกยอง เจย์กระตุกยิ้มเหี้ยมแล้วเอ่ย
 
"ก็คิดจะโทรมาทักทาย ต่อรองอะไรกับนายนิดหน่อย" ทำพูดใจเย็นหากแต่มังกรหนุ่มไม่ได้เป็นอย่างนั้นด้วย ฮันกยองกระชากเสียงถาม
 
"แกมีอะไรจะพูดว่ามา คิดจะต่อรองอะไรของแกอีก ตอนนี้แกไม่มีอะไรที่คิดจะต่อรองเอา ‘ดอกเหมยแดง’ กับชั้นได้หรอกนะ"
 
"นั่นสินะ ตอนนี้ชั้นไม่มีอะไรจะต่อรองกับนาย แต่ในอนาคตไม่แน่นะ.." ทิ้งให้สงสัยแล้วพูดต่อ
 
"ฮีชอลของชั้นเป็นยังไงบ้างล่ะ เขาทำให้นายพอใจหรือเปล่า ฮ่าๆ" เสียงหัวเราะน่าขยะแขยงของเจย์เล่นเอาฮันกยองอยากจะส่งลูกปืนผ่านโทรศัพท์ ร่างสูงโมโหขึ้นมาตะโกนกลับไป
 
"เขาไม่ใช่ของนาย แต่เป็นของชั้นต่างหาก...ส่วนเรื่องของกู มึงอย่ามาเสือก" ยิ่งฮันกยองเดือด เจย์ก็ยิ่งหัวเราะ เล่นเอามาเฟียหนุ่มแทบจะประสาท
 
"ฮ่าๆ เอาเถอะๆ ไม่เป็นไร ของแบบนี้แบ่งกันใช้ได้ ฝากไว้ก่อนนะฮีชอลน่ะ ไว้วันไหนชั้นคิดว่านายน่าจะเบื่อเขาแล้วชั้นจะไปเอาคืนมาละกัน" เสียงน่ารำคาญนั่นเน้นคำว่า ‘ไปเอาคืน’ หนักกว่าคำอื่นๆเล่นเอาฮันกยองกำหมัดแน่นด้วยอารมณ์โมโห
 
"ขอคุยกับที่รักชั้นหน่อยสิ" เจย์ยังไม่เลิกกวนโมโห เพราะรู้ว่าหากทำอะไร     ฮันกยองไม่ได้ แค่ได้ทำฮันกยองเต้นผางก็มีความสุขแล้ว
 
"ใคร ใครที่รักของมึง" ใบหน้าหล่อตอนนี้ดูบูดเบี้ยวด้วยความโกรธ ฮีชอลเองมองคนตรงหน้าแล้วรู้สึกร้อนๆหนาวๆยังไงชอบกล กลัวจะโดนลูกหลงเข้าให้จากคราวนี้
 
"แหมๆ พูดจาไม่เข้าหูไม่ได้เลยนะ ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะนาย งั้นชั้นขอคุยกับฮีชอลหน่อยละกัน" เจย์ว่า
 
"มึงมีธุระอะไร คุยผ่านกูก็ได้" ฮันกยองไม่คิดจะพูดดีๆกับศัตรูที่น่ารังเกียจ
 
"ธุระส่วนตัวของชั้นกับฮีชอลน่ะสิถามได้ ไม่ชอบให้ชาวบ้านเสือกเรื่องตัวเองไม่ใช่เหรอ ชั้นก็เหมือนกันแหละน่า"
 
"กูไม่ให้คุย!" ฮันกยองตะคอก ฮีชอลแตะแขนของร่างสูงเบาๆพึมพำเรียก
 
"ฮัน.." ดวงตาคมของมังกรปลายตามองเล็กๆ ฮีชอลไม่เห็นอะไรจากตาคู่นั้นนอกจากเปลวไฟเพราะอารมณ์โกรธ
 
"จะหวงอะไรกันนักกันหนาน้าฮันกยอง  ก็แค่พี่ชายที่แสนดีอยากจะคุยกับน้องชายที่แสนจะน่ารักเท่านั้น  ไปพรากเขามาจากอกชั้นแล้วยังจะใจร้ายไม่ให้คุยกันหน่อยเรอะ" คำพูดยียวนของเจย์เล่นเอาฮันกยองชักอยากจะตามไปกระทืบถึงรัง
 
"ฮันกยอง..ให้ชั้นคุยกับเขาเถอะ" ฮีชอลบอกเบาๆ เพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มโมโหไปมากกว่านี้ เพราะยิ่งฮันกยองไม่ยอมเจย์ก็จะยิ่งยั่วโมโห เขารู้จักคนอย่างเจย์ดี
 
แต่มาเฟียหนุ่มไม่ได้คิดอย่างนั้น เขามองหน้าฮีชอลด้วยสายตาว่างเปล่า รู้สึกเหมือนตัวเองโดนหลอกอีกครั้ง แค่ได้ยินเจย์โทรมาฮีชอลก็แทบอยากจะคุยกับมันจนทนไม่ไหว
 
โว้ย!!! ทำไมมีแต่คนทำให้โมโห!
 
"ชั้นจัดการเขาเอง ส่งมาเถอะ" พูดเบาๆพยายามไม่ให้เสียงเล็ดรอดเข้าไปในโทรศัพท์ ร่างสูงกระชากโทรศัพท์เครื่องเล็กจากหูของตน กดเปิดลำโพงแล้วยื่นให้ฮีชอล อย่างน้อยเขาก็กสนฟังทุกอย่างที่เจย์จะคุยกับฮีชอลชัดๆ
 
ร่างบางรับมาแล้วกรอกเสียงผ่านโทรศัพท์ไป
 
"เจย์...ชั้นเองนะ" ฮีชอลเสียงสั่น ไม่ใช่เพราะตื้นตันที่ได้คุยกับเจย์แต่เป็นเพราะกลัวสายตามังกรของฮันกยองที่จับจ้องอยู่ไม่วางตา ไม่รู้ว่าวางโทรศัพท์เสร็จจะโดนหางเลขอะไรบ้าง
 
"อ้าว ไอ้บ้านั่นมันยอมให้คุยแล้วเหรอ เหอะๆ" เจย์แค่นหัวเราะแล้วพูดต่อ
 
"เป็นไงบ้าง"
 
"ก็สบายดีครับ" ฮีชอลมักจะพูดเพราะกับเจย์และโรสเสมอ เล่นเอาคนที่แอบฟังอยู่ชักสีหน้าอย่างขัดใจ
 
"มันทรมานอะไรนายอีกหรือเปล่า" เจย์ถามด้วยความเป็นห่วง แม้จริงๆแล้วจะเป็นสิ่งที่โรสสั่งให้เขาถาม
 
"เปล่า.." ตอบแล้วก็แอบมองตาฮันกยองก่อนจะหลุบลง ไม่กล้ามองหน้าชายหนุ่ม กลัวจริงๆ
 
"ผมไม่เป็นไรนะฮะ  ไม่ต้องเป็นห่วง"  ฮีชอลพยายามพูดไม่ให้เจย์หาเรื่องพูดอะไรที่จะทำให้มังกรหนุ่มโกรธ
 
"ก็ดี เอาเถอะวันนี้ชั้นแค่โทรมายั่วโมโหคนเล่น นายสบายดีก็ดีแล้ว ชั้นกับโรสคิดถึงนายจริงๆ" เจย์ว่า
 
"แต่...เตรียมตัวละกัน อีกไม่นานนายจะได้กลับมาอยู่อย่างมีความสุขกับเรา แล้วลืมไอ้ชั่วนั่นซะ!"  จงใจเน้นคำเสียงดัง  พร้อมกับที่ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นสบตาฮันกยอง ใบหน้าหล่อเรียบเฉยเพราะเขาเองก็อยากรู้ปฏิกิริยาของฮีชอล
 
"คะ..ครับ.."ฮีชอลรับคำ  เล่นเอาฮันกยองปัดที่เขี่ยบุหรี่ลงกับพื้นลงด้วยความโกรธ
 
"อ้อ ฝากบอกไอ้มังกรบ้าเลือดที่กำลังแอบฟังชั้นคุยกับนายด้วยนะว่า อีกไม่นานชั้นจะเอาของทุกอย่างของมันมาให้หมด รวมทั้งนายและ ‘ดอกเหมยแดง’ แล้วเจอกัน    ฮันกยอง!" เจย์บอกเพราะรู้อยู่แล้วว่าอย่างฮันกยองคงไม่มีทางยอมให้ฮีชอลคุยกับเขา    ชายหนุ่มกดตัดสายแล้วได้แต่นั่งหัวเราะสะใจคนเดียว นั่งนึกสภาพของมังกรดำที่คงกำลังคลั่งเพราะคำพูดของเขา
 
สัญญาณโทรศัพท์ที่โดนตัดสายไปดังขึ้นฮีชอลจึงส่งมันคืนให้แก่ฮันกยอง มือหนาคว้ามันมาอย่างรวดเร็วแล้วโยนไปบนโต๊ะ พิงโซฟาด้วยอารมณ์โมโห พาลไม่อยากให้เห็นหน้าฮีชอลขึ้นมา
 
"ฮันกยอง.."  ฮีชอลพึมพำเรียกชื่อ  ไม่ค่อยกล้าทำอะไรมาก เพิ่งรู้สึกถึงรังสีอำมหิตจากตัวชายหนุ่มก็เวลาที่เขาเงียบแต่ใบหน้ากลับโกรธมากมายแบบนี้แหละ มันให้ความรู้สึกกลัวต่างกันมากมายกับเวลาที่ชายหนุ่มลุกขึ้นมาอาละวาดหรือทำอะไร
 
ร่างสูงหันมามองหน้าฮีชอล ปากเขาไม่พูดแต่สายตาเขาบอกว่าไม่พอใจกับคำพูดของเจย์มากขนาดไหน
 
"สมใจนายแล้วสินะ" เขาว่าแล้วแค่นหัวเราะ มองไปทางอื่น
 
"อีกไม่นานก็คงจะหนีชั้นกลับไปกับมันใช่มั้ยล่ะ" เขาว่าต่อ พูดออกไปทั้งๆที่ใจก็เจ็บเองที่รู้ว่าร่างบางอยากจะไปจากเขา
 
"..ฮัน..ปะ..เปล่าซักหน่อย" ตอบเบาๆแล้วก้มหน้าลง รู้สึกเหมือนโดนฮันกยองผลักไสยังไงยังงั้น
 
"เหอะ ถึงชั้นจะขังนายไว้ แต่ยังไงในเมื่อใจนายมันอยากจะไป ยังไงนายก็ทิ้งชั้นไปอยู่ดี" พูดเองก็ยิ่งเจ็บเอง ทำไมถึงได้รู้สึกหงุดหงิดขนาดนี้
 
"ฮันกยอง..."  มือเล็กยื่นออกไปจับแขนของร่างสูง  เลื่อนตัวเข้ามาใกล้แล้วตัดสินใจพูด เขาตัดสินใจเองแล้ว ชีวิตเขาเป็นของเขา ไม่ใช่ของใคร แต่มันอยู่ที่ว่าเขาคิดจะมอบมันให้ใครต่างหาก
 
"ชั้นจะไปไหนได้...ในเมื่อชั้นเป็นของนายแล้ว..ไม่ใช่เหรอ" พูดเบาๆด้วยน้ำเสียงเศร้าๆที่ฟังดูน้อยใจ เล่นเอาคนฟังถึงกับสะอึก หันไปมองหน้าคนตัวเล็กที่ก้มหน้านิ่ง แขนเรียวสองข้างช้อนเข้ากอดคนตัวเล็กเหมือนกลัวว่าฮีชอลจะหายไปไหน
 
ร่างบางกอดตอบเขาแน่น ต่างคนต่างรู้ว่าอยากจะอยู่ด้วยกันทั้งคู่ แม้จะต้องมีคนพยายามจะแยกพวกเขาออกจากกันขนาดไหน
 
"ครับคนดี..ฮีชอลเป็นของผมนะ อยู่กับผมนะคนดี อย่าทิ้งผมไปนะ ยังไงก็ไม่ยอมปล่อยไปหรอก" ลูบหัวร่างเล็กอย่างเบามือเพราะอยากจะทะนุถนอม พูดด้วยเสียงที่ลื่นหูที่ไม่ว่าใครฟังก็ต้องยอมยกใจให้เขา  เสียงนุ่มๆของฮันกยองมันชวนเคลิบเคลิ้มมากมาย
 
"ถ้านายไม่อยากให้ชั้นไป ชั้นก็จะไม่ไป.." ฮีชอลพึมพำ ตอนนี้เขาตัดสินใจแล้วเขาขอมอบทุกอย่างของเขาให้กับคนที่กอดเขาอยู่   เรื่องที่ผ่านมาช่างมันและเรื่องที่จะเกิดขึ้นก็ขอไม่รับรู้ เขาจะยอมเป็นของฮันกยองคนเดียว...แค่คนเดียวเท่านั้น...เขารักชายหนุ่มไปแล้วหมดหัวใจใช่มั้ย?
 
"ขอโทษนะ.." ร่างสูงพึมพำ คำว่าขอโทษคำแรกที่ฮีชอลได้ยินจากปากของ     ฮันกยองเล่นเอาคนตัวเล็กแทบจะร้องไห้ออกมาทันที ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แค่รู้สึกเหมือนแผลในใจของตนมันค่อยๆเริ่มเยียวยา
 
"ขอโทษ..ขอโทษ..สำหรับทุกอย่างที่ทำไป.." ฮันกยองยังคงพูดไปเรื่อยๆ เขารู้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ความผิดของเขาที่โมโหร้ายใส่ฮีชอลไป ทั้งใช้กำลัง ด่าทอ ขืนใจร่างเล็กทรมานจนฮีชอลสะบักสะบอมไปหมด แต่ที่เขาทำไปก็เพราะโมโหที่ฮีชอลหลอกเขา ที่ฮีชอลไม่ยอมบอกเขา ที่ฮีชอลทำเหมือนเกลียดเขามากเหลือเกิน
 
"อือ.." ฮีชอลตอบรับเบาๆทั้งน้ำตาที่ไหลรินด้วยความรู้สึกอุ่นใจ ตอนนี้เขาขอเป็นคนทรยศอีกครั้ง เขาขอทรยศเจย์เพื่อฮันกยอง..เพื่อคนที่เขารัก..แค่นั้นพอ
 
"เรามาเริ่มต้นจากศูนย์กันใหม่ดีมั้ย" ฮันกยองว่าหลังจากละอ้อมกอดออกแต่ยังคงกอบกุมรอบเอวเล็ก
 
"ตกลง.." ฮีชอลว่าแล้วหลับตาลงพร้อมกับริมฝีปากหยักที่ทาบทับลงมาเพื่อเป็นคำสัญญาว่าพวกเขาจะขอเริ่มใหม่ ไม่ว่าอะไรก็จะไม่ยอมให้พรากจากกันและกัน
 
กลีบปากนุ่มซึมซับรสจูบแสนหวานนี้ไม่รู้เบื่อ ตอบสนองลิ้นชื้นที่ช่วงชิมรสสัมผัสในปากของฮีชอล
 
ถ้าคนเราหยุดเวลาไว้ได้..ก็คงดี...
 
ซึ่งวันนั้น..มันจะไม่มีวันเกิดขึ้น...



 

edit @ 18 Nov 2009 23:24:56 by zarmintz aka HXH

edit @ 18 Nov 2009 23:29:05 by zarmintz aka HXH

edit @ 19 Nov 2009 00:03:19 by zarmintz aka HXH

:: Midnight Alcohol Ch.6 ::

posted on 13 Oct 2009 06:28 by zarmintz  in Midnight


นิ้วเรียวกรีดไปตามหน้าหนังสือเหมือนตั้งใจอ่าน แต่ความจริงแล้วในหัวของเขานั้นมันกลับบังคับตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องนั้น...ไม่ได้เลย... คนตรงหน้าเขาอาจจะคิดว่ามันไม่มีอะไร...แต่สำหรับเขา..สำหรับคนที่ขาดความรักและความอบอุ่นอย่างเขา...

เมื่อได้ลิ้มลองความอบอุ่นที่หอมหวานนั้น...จะให้ตัดใจละมือจากไป..มันก็ทำไม่ได้เลย..เอาแต่เฝ้าคิดถึงความสุขที่แสนเจ็บปวดจากผู้ชายคนนี้...ที่ดูกับเหมือนกับว่า..เขาไม่แคร์...

"โอ๊ย!" ริมฝีปากอิ่มได้รูปเม้มเข้าหากันแน่น พลางแอบสบถในใจแล้วก้มลงมองนิ้วของตนที่เผลอกรีดกระดาษจนถูกบาดเลือดซิบ ร่างสูงที่นั่งอ่านร่างวิจัยอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะสีขาวเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเรียกร้องของลูกศิษย์ตน เขารีบวางแฟ้มหนานั่นลงแล้วปราดเข้าไปคว้าข้อมือเล็กขึ้นดูทันที ร่างสูงมองบาดแผลที่ไม่ลึกนั่นแล้วส่ายหัวเบาๆก่อนจะเอ่ย

"อยู่นิ่งๆนะครับ" ว่าแล้วก็กดริมฝีปากตัวเองลงบนนิ้วเรียวเล็กนั้นเพื่อดูดซับเลือดที่คั่งค้างอยู่ให้หยุดไหล คนตัวเล็กถึงกับช็อคตาโตจากสัมผัสร้อนจากเรียวปากนั่นที่ประทับจูบเขาไม่หยุดหย่อนเมื่อคืน ฮีชอลนั่งตัวแข็งนิ่งเหมือนถูกสาปพลางมองการกระทำของชายหนุ่มด้วยความไม่เข้าใจ...ว่าฮันกยอง..ต้องการอะไรจากเขา..

ชายหนุ่มถอนริมฝีปากตนออกหลังจากสัมผัสไว้ชั่วครู่ เขาหันไปมองใบหน้าเล็กที่ตกใจจากการกระทำของเขาด้วยท่าทีเก้อๆเช่นกัน เขาเองก็ลืมไป..ว่าระหว่างเขากับฮีชอล..มันไม่ใช่แค่นี้..

"เดี๋ยวผมไปเอาพลาสเตอร์ปิดแผลมาให้ ถ้าเลือดออกอีกก็เอานี่เช็ดนะครับ" ว่าแล้วก็ควักผ้าเช็ดหน้าสีขาวของตนแล้วยื่นให้คนตรงหน้าที่มองหน้าเขาด้วยสายตาเหมือนหวาดกลัวอะไรสักอย่าง ฮันกยองชะงักเล็กๆแล้ววางผ้าเช็ดหน้าของตนลงบนฝ่ามือเล็กก่อนจะพับข้อนิ้วเรียให้กำมันไว้

ร่างสูงหันหลังเดินกลับไปเงียบๆพร้อมสายตาจากคนตัวเล็กที่มองใบหลังกว้างของคนที่ตนนอนกอดไว้เมื่อคืนไม่วางตา...อยู่ดีๆ ฮีชอลก็รู้สึกได้ถึงอะไรอุ่นๆตรงข้างแก้มของตน นิ้วเรียวอีกข้างยกขึ้นแตะตรงแก้มเนียนแล้วมองหยาดน้ำใสนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า...

ไม่คิดเลย..ไม่คิดเลยว่าคนอย่างเขา..จะร้องไห้เพราะคนที่ชื่อฮันกยอง...

ฮีชอลหลับตาลงแล้วเม้มปากแน่นพลางพยายามจะหายใจแรงๆ...เขาจะต้องสลัดความคิดนี้ทั้งหมดออกไปให้ได้..จะต้องทำให้ได้...

"คุณครับ" น้ำเสียงอบอุ่นเรียกเบาๆด้านข้างคนที่นั่งนิ่ง ฮีชอลสะดุ้งแล้วเงยหน้าขึ้น ใบหน้าหวานห่างจากดวงตาคมของชายหนุ่มไปไม่ถึงคีบ ฮันกยองมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตนั่นด้วยสายตาเรียบเฉยแล้วยกฝ่ามือข้างที่เจ็บของฮีชอลขึ้นมาก่อนจะก้มหน้าลงจัดการปิดพลาสเตอร์ให้โดยไม่สนใจมองสายตาที่หวั่นไหวแทบขาดใจจากคนเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว

"ผมว่าวันนี้เราพอแค่นี้ก่อนดีกว่านะครับ คุณดูท่าทางเหนื่อยๆ พักผ่อนก่อนดีกว่า" เขาไม่พูดเหรอว่าเป็นเพราะเรื่องเมื่อคืนที่ทำให้อีชอลมีสภาพเป็นแบบนี้..ร่างบางได้แต่แอบตัดพ้ออยู่ในใจ ทั้งที่อยากจะโพล่งถามออกไป..แต่เขาก็เป็นคนเลือกที่จะลืมมันเสียเอง

"ครับ.." คนสวยตอบรับเสียงแผ่วแล้วกุมมือตัวเองข้างที่เจ็บ..ข้างที่ถูกคนคนนั้นสัมผัส..และถูกคนคนนั้นเยียวยา..มือข้างนี้ของเขา..มันคล้ายกับความรู้สึกในหัวใจของเขาตอนนี้มากๆเลย..แต่มันต่างกันตรงที่ว่า...การที่ฮันกยองพยายามเยียวยาเขานั้น...มันทำให้เขา..เจ็บหนักกว่าเดิม...

ร่างสูงพยักหน้าเล็กๆแล้วเริ่มเก็บข้างของของตนให้เข้าที่แล้วเก็บแฟ้มงานลงกระเป๋า ชายหนุ่มหันมามองร่างเล็กที่เอาแต่ก้มหน้าอีกครั้งแล้วเอ่ยลา

"ผมไปก่อนนะครับ..เจอกันวันพรุ่งนี้ครับ" ฮีชอลรับฟังคนที่กล่าวนิ่งพร้อมน้ำใสๆที่มันหยดลงมาอีกครั้ง





เสียงเพลงดังๆในโซน night life ของบาร์เลอร์กรองด์กำลังเปิดเพลงมันส์ๆที่ชวนให้คนที่ไม่ค่อยมีสติจากฤทธิ์น้ำเมาออกมาโชว์ลีลากันได้ไม่ยั้ง บนฟลอร์ที่มีแสงไฟหลายสีสาดไปมาบนโซนมืดๆนั้นมีร่างของใครคนหนึ่งที่ตั้งแต่เขาเริ่มมาที่นั้นเขาไม่เคยเลยที่จะก้าวมาเหยียบโซนกลางคืนนี่เลย อาจจะเเป็นเพราะว่านิสัยที่ไม่ชอบยุ่งวุ่นวายกับใครและหากเข้ามาในโซนนี้ล่ะก็ไม่วายต้องถูกคนไม่รู้จักพยายามตื๊ดคุยด้วยแน่ๆ แต่คืนนี้ไม่เป็นเช่นนั่น ในเมื่อเขาเอง..ต้องการปลดปล่อยความคิดบ้าบอทั้งหมดในหัวออกไปทั้งหมด...จะเมา..จะบ้า..ให้ลืมทั้งหมด...

ร่างเพรียวโยกไปมาตามจังหวะเพลงอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต ในมือเรียวคือแก้วเหล้าจินโทนิคเพียวๆที่คอยยกขึ้นจิบยามต้องการ..ถ้านับแก้วนี้...ก็เป็นแก้วที่หกของคืนแล้ว... คนตัวเล็กส่ายหัวมึนๆของตนแล้วก้าวไปข้างหน้า ร่างเล็กก้าวพลาดเพราะทรงตัวไม่ค่อยได้แล้วแทบหัวคะมำดีที่เพื่อนชายที่รับอาสาว่าจะมาดื่มและเต้นกับเขารับไว้ได้เสียก่อน

"ระวังหน่อยสิฮีชอล คุณเมามากแล้วนะ" เจย์เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่บอกชัดว่าเป็นห่วง เขาไม่เคยเห็นคนคนนี้เป็นแบบนี้เลยตั้งแต่รู้จักกัน ปกติแล้วฮีชอลจะไม่ยุ่งวุ่นวายกับใครหรือชอบที่ในโซนนี้เลย ทุกคืนฮีชอลจะมาแค่นั่งจิบเหล้าที่บาร์สูงก็เท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าวันนี้คนตัวเล็กเกิดบ้าอะไรขึ้นมาถึงได้มาลากเขาไปกินเหล้าเป็นไม่พอยังบังคับเขามาที่โซนนี่อีกด้วย

"ฮะฮะฮะ...ไม่เห็นจะเมาเลย สนุกดีออก ชั้นดื่มนี่แล้วลืม!...ลืมหมดเลย...ฮ่าๆ" ฮีชอลหัวเราะไม่ยุดพร้อมดวงตากลมโตที่แดงกล่ำเหมือนกลั้นน้ำตาเอาไว้ก่อนจะยกแก้วเหล้าใสขึ้นจิบอีกครั้ง เจย์ได้แต่ส่ายหัวกับเพื่อนดื่มของเขาในยามกลางคืนแล้วปล่อยให้ฮีชอลยืนเองตามปกติ แต่พอแขนยาวละออกจากเอวบางนั่น ฝ่ามือเรียวก็ดึงเนคไทสีดำของร่างสูงแล้วดึงให้ชายหนุ่มเข้ามาปะทะที่หน้าอกตัวเองพร้อมกับที่ตนก็กอดคอของร่างสูงเอาไว้

เจย์ถึงกับตาโตด้วยความงงแล้วทำอะไรไม่ถูกเมื่อเจอฮีชอลรุกเอาแบบนี้ ชายหนุ่มแอบกลืนน้ำลายเมื่อมองไปที่ใบหน้าหวานซึ่งขึ้นสีอ่อนเพราะฤทธิ์ที่ดูยั่วยวนเหลือเกิน ให้ตายเถอะ เขารู้นะว่าฮีชอลแอบหน้าสวย แต่ไม่คิดเลยว่าเวลาร่างเล็กเมาจะดูดึงดูดได้ขนาดนี้

"นี่..อยู่เป็นเพื่อนชั้นก่อนสิ" ว่าแล้วก็วาดมือลงบนอกแกร่ง เจย์ถึงกับใจสั่นไม่เป็นท่าเมื่อเจอแบบนี้เข้าให้ แม้ว่าตอนแรกเขาจะไม่ได้คิดอะไรกับฮีชอลเกินเพื่อนแต่ยิ่งรู้จักเขาก็คิดว่าฮีชอลนั้นน่าค้นหา..แล้วถ้าเจอแบบนี้เข้าไป...เจย์ คิมก็สู้ตายแลหะวะ!!

"ชผมก็อยู่เป็นเพื่อนคุณแล้วนี่ไง มาดื่มเป็นเพื่อนคุณด้วย" เขากล่าวแล้วยิ้มบางๆ ถ้อยคำของเจย์นั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงบันตัวเด็กหนุ่มเมื่อเขาจำได้ทันทีว่ามันเหมือนคำสัญญาคำแรกที่ฮันกยองให้ไว้กับเขาท่ามกลางสายฝน...

....".ผมเต็มใจมากที่จะมาคอยเป็นเพื่อนคุณ มาช่วยคุณเรียหนังสือและมาคอยกินเหล้าเป็นเพื่อนคุณก็ได้..ถ้าคุณต้องการนะ"......

ต้องการเหรอ?...ถ้าเขาต้องการเหรอ?...ถ้าเขาบอกฮันกยองตอนนี้ว่าเขาต้องการฮันกยองล่ะ..หมอนั่นจะโผล่มาไหม?

"นายห้ามโกหกนะ" ฮีชอลว่าแล้วจ้องหน้าชายหนุ่มเขม็งราวกับกลัวว่าคนตรงหน้าจะทรยศเขาซ้ำร้อยคนคนนั้น เจย์พยักหน้าพลางสบตาดวงตากลมคู่นั้นนิ่ง ฮีชอลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเหมือนค้นหาก่อนจะโน้มคอชายหนุ่มลงมาแล้วหลับตาลง ใบหน้าหล่อเหมือนรู้งานเขาค่อยๆก้มลงเพื่อหมายสัมผัสริมฝีปากอิ่มที่ดูยั่วเย้านั่น แต่ยังไม่ทันที่นักดนตรีหนุ่มจะได้ลิ้มรสความหอมหวานของคนในอ้อมกอดเขาก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงทุ้มหนักข้างๆตัวเขากับอีชอล

"พอแค่นั้นแหละ!" น้ำเสียงที่บ่งบอกชัดว่าไม่พอใจแต่พยามเก็บไว้นั้นดังขึ้นพร้อมกับที่ฝ่ามือหนาของตนยื่นไปจับแขนเรียวเล็กให้เลิกเกาะกุมคอของเจย์ทันที นักดนตรีหนุ่มดูเหวอเมื่อหันไปมองต้นเสียงแล้วขมวดคิ้วงงหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าคนที่พูดนั้นคือไอ้มนุษย์หน้าตาไม่เหมือนคนเกาหลีคนนี้นี่เอง

"เออะ" เจย์พยายามจะพุดอะไรสักอย่างแก้เก้อเมื่อเห็นฮีชอลถูกคนคนนั้นดึงห่างจากตัวเขา ร่างบางเซเล็กน้อยเหมือนไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ก่อนจะหันไปมองตามแรงดึงที่บีบข้อมือเล็กของตน

"อะ..ปล่อยผมนะ!" ฮีชอลตวาดลั่นทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่ดึงตัวเขาออกเป็นใคร เด็กหนุ่มพยายามบิดข้อมือตนออกจากการเกาะกุมที่แข็งราวกับเหล็กนั่น แต่ดูเหมือนอาจารย์หนุ่มของเขาจะไม่ยอมกลับบีบที่ข้อมือเล็กนั้นแน่นกว่าเดิม

"ผมบอกว่าให้คุณพักผ่อนนี่ครับ แล้วไหนสัญญาว่าจะไม่หนีออกมาเที่ยวอีก?" ฮันกยองเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง พอได้ยินคำว่าสัญญา ฮีชอลก็ระเบิดออกมาทันที

"คุณมาทวงสัญญาเอากับผมทำไม! ในเมื่อคุณเองยังรักษาาสัญญาที่ให้กับผมไว้ไม่ได้เลย! ปล่อยนะ!" คนตัวเล็กยื้อสุดแรงแล้วกระชากตัวออกมาจากฮันกยองได้สำเร็จ ชายหนุ่มยืนมองหน้าเขาด้วยความอึ้งเพราะไม่คิดว่าฮีชอลจะยกหยิบเอาเรื่องสัญญาเมื่อวานมาพูด

"ผมไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก" ฮีชอลว่าแล้วพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองพลางเดินเข้าไปหาเจย์แทน แต่แล้วคนตัวเล็กก็ถูกดึงให้หันกลับไปอย่างรวดเร็วพร้อมน้ำเสียงหนักแน่นที่ออกคำสั่ง

"คุณต้องกลับบ้าน" ร่างบางชักสีหน้าด้วยความโกรธที่ฮันกยองกล้ามาออกคำสั่งกับเขาเป็นคืนที่สอง คนตัวเล็กฟาดไปที่ข้อมือหนานั่นเหมือนจะร้องให้ปล่อย เจย์เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าไปจะช่วยดึงตัวฮีชอลออกมาแต่ฮันกยองกลับหันมามองหน้าแล้วพูดดักไว้ก่อน

"ผมหวังว่าคุณคงไม่ยุ่งเรื่องของคนในครอบครัวนะครับ ถ้ามีสมองพอ" คำพูดนั้นเล่นเอาเจย์สะอึก ร่างสูงใช้เวลาช่วงนั้นดึงฮีชอลที่ตกใจกับคำพูดที่ไม่สมกับท่าทางๆนิ่งๆของฮันกยองจัดการลากตัวร่างบางออกมาจากโซนที่เปิดเพลงเสียงดังหนวกหูนั่นซะที ชายหนุ่มยื้อคนที่ดิ้นไม่หยุดแล้วเดินเข้าไปตรงโซนมูนไลท์ซึ่งเป็นห้องกันแยกเป็นส่วนตัวแทน เมื่อเข้ามาในห้องบุเสียงนั้นได้แล้วชายหนุ่มจึงยอมปล่อยมือแล้วยืนขวางประตูเอาไว้พร้อมมองหน้าเด็กหนุ่มเขม็ง

"คืนนี้ผมจะไม่โทรบอกคุณพ่อคุณว่าผมเจอคุณที่นี่ คุณจะกลับไปที่บ้านแล้วเข้านอนตามปกติ และลืมไปเลยว่าตัวเองมาที่นี่อีกคืนนี้ และผมจะไม่พูดเรื่องที่คุยทำตัวแบบนี้อีก" ฮันกยองเอ่ยเหมือนตำหนิพฤติกรรมอันเหลวแหลกของฮีชอล ทั้งๆที่จริงๆแล้วร่างเล็กก็แค่มาหาทางออกระบายความเครียดด้วยการปลดปล่อยตัวเองเท่านั้นเอง

"ผมบอกแล้วไงว่าคุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งผม! ไม่ว่าจะในบานะอะไรก็แล้วแต่ที่คุณยกมาอ้าง ผมไม่สน และผมไม่ฟังคุณด้วย!" ฮีชอลตะโกนใส่แล้วกำมือแน่น เขาไม่เคยรู้สึกอยากฆ่าใครขนาดนี้มาก่อนในชีวิตเลย

ใบหน้าหล่อเลิกคิ้วเมื่อได้ฟังแล้วยืนสงบนิ่งก่อนจะค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาฮีชอลใกล้ๆ อย่างช้าๆ เหมือนจงใจ แขนยาวยื่นเข้ายึดไหล่มนแล้วจับไว้แน่นพลางจ้องหน้าหวานด้วยสายตาคมที่สยบคนได้ง่ายๆ

"แต่เมื่อคืน..ผมก้าวข้ามความสัมพันธ์แค่นั้นระหว่างเราไปแล้ว..หรือว่าคุณลืม?" ฮีชอลได้ฟังแล้วแทบอยากรีดร้องด้วยความเจ็บใจ ตลอดวันที่ผ่านมาฮันกยองไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง ไม่ยอมและไม่คิดจะอธิบายอะไรหรือพูดอะไรกับเขาเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เพียงแค่ชายหน่มอยากจะเอาชนะเขา ฮันกยองก็ยกเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง

"ปล่อย! ผมไม่ลืมหรอกว่าคุณโกหกอะไรผมไว้บ้าง ผมไม่ลืมหรอกว่าคุณน่ะจอมหลอกลวงขนาดไหน!" ฮีชอลตัดพ้อต่อว่าเขาเป็นชุดแล้วสะบัดฝ่ามือหนาออกจากไหล่ของตน มองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่พอใจทั้งๆที่มันร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนโดยไม่ได้ตั้งใจ

"ใครบอกคุณว่าผมโกหก หืม?" ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงนุ่มๆที่เล่นเอาหัวใจดวงน้อยอ่อนยวบ เมื่อเขายื่นหน้ามาใกล้ๆแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่สั่นระริกนั่นเหมือนจะสะกดจิต ฮีชอลเบือนหน้าหนีเหมือนไม่กล้าสู้สายตา ฮันกยองยกยิ้มเล็กน้อยเหมือนถือไพ่เหนือกว่าแล้วเอ่ยเสริม

"คุณเอาแต่หนีผมมาทั้งวัน แถมยังหนีต่อมาถึงกลางคืนอีก คุณยังไม่เปิดโอกาสให้ผมพิสูจน์ตัวเองเลย..พูดง่ายๆคุณยังไม่เปิดดอกาสให้ตัวผมได้ทำในสิ่งที่ผมสัญญากับคุณไว้เลยต่างหาก" กลายเป็นว่าคนที่ตัดพ้อเอาตอนนี้คือชายหนุ่มเสียเอง ฮีชอลถึงกับสะอึกเมื่อเถียงไม่ออก เพราะท่าทีของเขานั้นก็บอกชัดว่าเหมือนกับที่ฮันกยองพูด

"อะ...อะไรกัน..." ฮีชอลพยายามจะหาคำพูดมาแก้ตัวแล้วแสดงให้เห็นว่าฮันกยองนั่นแหละที่ผิด แต่ต่อให้เขาพยายามควานหาคำพูดเท่าไหร่ก็เรียบเรียงออกมาเป็นประโยคไม่ได้เลย

"เอางี้แล้วกัน ในเมื่อคุณอยากดื่มมากนัก ผมบอกแล้วว่าจะดิ่มเป็นเพื่อนคุณ..เอาเป็นว่า..เราไปดื่มกันเถอะ" ว่าแล้วก็ตรงเข้าไปจับมือเล็กนั้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้บีบรัดเพื่อต้องการกระชากลากถู แต่ต้องการโอบสัมผัสเพื่อประครองไปต่างหาก ใบหน้าหวานมองฮันกยองด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ..แต่เขารู้แค่ว่า...เขาแพ้...แพ้น้เสียงและสายตาคู่นี้ของคนที่แก่กว่าตรงหน้า...

"ดะ..เดี๋ยวสิ.." ฮีชอลเอ่ยขัด ฮันกยองมองหน้าแล้วเลิกคิ้วเหมือนจะรอฟังว่าฮีชอลจะว่าอะไร แต่คนตัวเล็กกลับเม้มปากสนิทแทนเพราะพูดออกไปไม่ได้...ชายหนุ่มยิ้มให้บางๆ ก่อนจะค่อยเดินนำพาฮีชอลออกไปจากบาร์แห่งนี้ทั้งๆที่ยังเกาะกุมข้อมือเล็กอยู่อย่างแผ่วเบา

ฮีชอลเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงยอมให้คนตรงหน้าง่ายๆขนาดนี้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ...ความโกรธ ความน้อยใจ ความเสียใจที่สะสมมันทั้งวันเหมือนกลับค่อยๆกลั่นตัวเตรียมจะละเหยจากไป...ทำไมกันนะทำไม..แค่คนนี้พูด..แค่คนคนนี้มอง..เขาก็..หวั่นไหวเหลือเกิน...


ฮันกยองพาฮีชอลกลับมาที่อพาร์ทเมนต์เดิมของตนเหมือนเมื่อคืน คนตัวเล็กเริ่มหน้าซีดเมื่อยิ่งเดินเข้าใกล้ประตูบานใหญ่ เหงื่อพราวร้อนเกาะใบหน้าหวานเมื่อยิ่งเข้าไปใกล้ห้องนั้นภาพเหตุการณ์เมือคืนมันยิ่งแจ่มชัด ขาเล็กชะงักแล้วหยุดนิ่ง..ไม่กล้าเข้าไปใกล้กว่านี้..

ร่างสูงหันกลับมามองที่ท่าทงเหมือนคนเป็นไข้ของคนตัวเล็กแล้วเดินเข้ามาเอามืออังที่หน้าผากก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อบางๆบนใบหน้าหวานนั่นก่อนจะเอ่ย

"ผมว่าผมคิดถูกแล้วนะที่จะพาคุณมาดื่มต่อที่ห้อง ดูท่าจะยังไม่หายป่วยเลยนะครับ ถ้าเป็นลมเป็นแล้งไปจะทำยังไง" ว่าแล้วก็ส่ายหัวเหมือนพี่ชายที่ต้องมาคอยดุแลน้องชายจอมซน ฮันกยองเห็นฮีชอลเอาแต่ยืนก้มหน้าแล้วถือวิสาสะจับที่ฝ่ามือเล็กนั่นอีกครั้งแล้วจูงฮีชอลเข้าห้องพักตนไป

ฮันกยองพาฮีขชอลไปที่โซฟาตัวเดิมแล้ววางคนตัวเล้กพลางกดที่หัวไหล่เบาๆเหมือนจะออกคำสั่งว่าให้นั่งอยู่ตรงนั้นนะ ฮีชอลเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเหมือนไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงยอมตามฮันกยองมาง่ายๆแบบนี้ 

อีกแล้วสิเรา...ทำไมใจง่ายแบบนี้อีกแล้วล่ะเรา...

ร่างสูงเปิดปิดตู้เย็นในครัวพร้อมเสียงแก้วกระทบกันในครัวดังขึ้น ชายหนุ่มหอบขวดเหล้าและไวน์สี่ขวดกอดเอาไว้คาอกแล้วเดินมาที่โต๊ะหน้าโซฟา ชานหนุ่มวางมันลงหน้าฮีชอลพร้อมสายตางงๆของคนตัวเล็กที่มองขวดเครื่องดื่มเหล่านั้น ชายหนุ่มไม่ตอบอะไรพร้อมเดินกลับเข้าไปในครัวอีกครั้งแล้วออกมาพร้อมถาดเงินใบใหญ่พร้อมกับถังน้ำแข็งแก้วเหล้า โซดา ว๊อดก้าและบรั่นดี ทั้งหมดวางลงตรงหน้าเด็กหนุ่มจอมดื้อพร้อมกับคำพูดที่เอ่ยขึ้น

"อ่ะนี่ ถ้าอยากดื่มนักละก็ ดื่มให้หมดนี่เลย" ใบหน้าหวานสะบัดขึ้นมองหน้าชายหนุ่มทันทีเหมือนรู้สึกตัวเองว่าโดนประชด ฮันกยองมองใบหน้าหวานที่ยุ่งนั่นแล้วแอบกลั้นหัวเราะคนเดียวเพราะว่ามันตลกและน่ารักมากเกินกว่าที่เขาจะตีหน้าเข้มว่าสั่งสอนลูกศิษย์คนนี้ได้

"ใครบอกคุณว่าผมจะกินกับคุณเล่า" ฮีชอลโพล่งออกมาแล้วจ้องหน้าเหมือนว่าฮันกยองนั่นแหละเหมาเอาเองทุกอย่าง

"อ้าวก็คุณหาว่าผมไม่รักษาสัญญา ผมก็ทำตามที่ผมบอกคุณไว้แล้วนี่ครับ มานี่สิ ผมจะดื่มเป็นเพื่อน" ร่างสูงว่าพร้อมนั่งลงไม่ห่างจากตัวร่างเพรียวแล้วคว้าแก้วมาตักน้ำแข็งเพื่อรินว็อดก้า แต่แล้วเขาก้ต้องชะงักเมื่อได้ยิน

"ผมไม่ได้ทวงสัญญาคุณข้อนี้เสียหน่อย" ฮีชอลก้มหน้านิ่งแล้วเอ่ยออกมาเบาๆด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เขาไม่กล้าบอกฮันกยองตรงๆหรอกว่าเขาต้องการคำสัญญาที่ว่าจะดูแลนั่นต่างหาก

"ช่างมันเถอะ คุณก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรอยู่แล้วกับสิ่งที่คุณพูดออกมา คุณก็แค่หลอกผมไปวันๆให้ยอมฟังเท่านั้นแหละ" ตัดพ้อต่อว่าเสร็จก็ลุกพรวดขึ้นทำท่าจะออกจากห้องนี้ไปทันที แต่แขนเรียวกับถูกคว้าไปเต็มแรงจากคนที่แรงเยอะกว่าแล้วดึงให้หันกลับมาเผชิญหน้ากัน

"ทำไมเอาแต่พูดแบบนี้ล่ะครับ คุณฮีชอล..ไม่น่ารักเลยนะ" เขาว่าพร้อมสีหน้าเรียบเฉยที่ดูเหมือนไม่พอใจ ฮีชอลเห็นใบหน้าหล่อที่นิ่งสนิทก็โมโหจัด เขาผิดตรงไหนกัน ในเมื่อคนที่ผิดคือฮันกยองต่างหาก

"ผมจะน่ารักไม่น่ารักมันก็เรื่องของผม ผมจะพูดอะไรก็ช่างผมสิ!" ตะโกนใส่หน้าแล้วยื้อยุดตัวเองสุดฤทธิ์ ชายหนุ่มเองก็ไม่มีทางปล่อยมือไปแล้วโพล่ถ้อยคำที่ทำเอาฮีชอลถึงกับอี้งออกมา

"เรื่องของผมด้วยสิ ในเมื่อคุณเป็นของผมแล้ว" ร่างเล็กชะงักึกเหมือนคนช็อคแล้วมองใบหน้าหล่อที่ซีเรีนส ดวงตากลมโตเบิกโพรงรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟาแล่นผ่านตัวเองจากข้อมื้อแกร่งที่ยื้อเขาไว้อยู่

"หยุดนะ!! อย่าพูดอะไรนะ ในเมื่อคุณไม่สนใจผมเลยต่างหาก คุณอย่ามาอ้างนะ!" ฮีชอลพอได้สติก็กรีดร้องโวยวาย คราวนี้พยายามขืนตัวเองแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ ดวงตากลมโตเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวจากน้ำอุ่นๆที่มันเริ่มจะไหลลงมา

"ฮีชอล คุณฟังผมก่อนสิ" ฮันกยองพยายามคุมสถานการณ์เพื่อสู้กับเด็กหัวดื้อ แต่ดูเหมือนฮีชอลจะไม่ยอมคนตัวเล็กนำตาไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้ ดวงตากลมฉายชัดว่าเจ็บปวดกับเรื่องที่ตนพูดถึงอยู่ เห็นแบบนี้ฮันกยองก็ใจอ่อนยวบ ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน

"ผมฟังคุณมามากพอแล้ว! ผมไม่ฟังคุณแล้ว คุณเป็นใครก็ไม่รู้ คุณเข้ามาอ้างว่าคุณเป็นอาจารย์ผม เป็นพี่ชายผม มาทำให้ผมไว้ใจ มาหลอกลวงผม มาให้ความหวังผม มาทำลายผม มาทำให้ผมเจ็บปวดทำไม! ในเมื่อคุณไม่ทำตามที่พูด คุณไม่เห็นจะอยากดุแลหรือจะแคร์อะไรผมเลยเหมือนที่คุณสัญญาไว้เมื่อคืน แล้วคราวนี้คุณยังจะมาอ้างสิทธิ์อะไรบ้าๆนั่นอีก คุณปล่อยให้ผมเป็นบ้าคิดมากอยู่คนเดียวแล้วทำเหมือนตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบ แล้วอยู่ดีๆคุณก็มาอ้างเนี่ยนะ คุณฮันกยอง! คุณมันใช้ไม่ได้ คุณมัน..!" ฮีชอลระเบิดอารมณ์ออกมาไม่ทันจบร่างสูงก็ดึงเขาเข้าไปกอดแน่นในวงแขนแกร่ง ฮีชอลตัวแข็งท่อกว่าเดิมเมื่อรู้สึกได้ถึงอ้อมกอดที่แข็งแรงแต่อบอุ่นนั้น...อ้อมกอดของเมื่อคืน..ที่มีความสุข...ฝ่ามือหนาลูบกลุ่มผมสีน้ำตาลเบาๆแล้วไล้มาถึงกลางหลังเหมือนจะปลอบให้เงียบลง ริมฝีปากร้อนคลอเคลียอยู่ที่ข้างแก้มและซอกหู เขาเม้มเบาๆที่ที่ใบหูของคนตัวเล็กแล้วกระซิบเอ่ย

"ผมขอโทษ..." ฮีชอลปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมามากกว่าเดิม เขาร้องไห้หนักว่าเดิม เขารู้ตัวแค่ว่า..เขาทำอะไรไม่ได้เลย เมื่อต้องอยู่ในอ้อมกอดนี้พร้อมเสียงกระซิบเบาๆที่นุ่มแบบนี้ เขาทำอะไรไม่ได้เลย..ฮีชอลพ่ายแพ้ต่อคนคนนี้โดยสมบูรณ์...

"ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวเสียหน่อยที่เอาแต่คิดถึงเรื่องเมื่อคืนจนแทบบ้า..ผมจะคลั่งตายอยู่แล้วคุณรู้บ้างไหม?...." เสียงทุ้มไม่เลิกกระซิบบอกความรู้สึกตัวเองข้างใบหูนั่น ฮีชอลขนลุกและตัวสั่นเมื่อได้ยินประโยคที่ทำเอาเขาแทบละลายนั่น

"แต่เพราะคุณเป็นน้องชายผม..เป็นลูกศิษย์ผม..จะให้ผมทำอะไร พูดอะไรออกไปได้อย่างไรที่บ้านคุณ เราไม่ได้อยู่กันสองคนแบบนี้ในห้องเล็กๆแบบนี้สักหน่อยนี่" ว่าแล้วฝ่ามือหนาก็ลูบไล้ไปทั่วร่างเพรียวเล็ก ผิวนุ่มๆมันแทบร้อนระอุขึ้นมาทันทีจากสัมผัสนั้น ฮันกยองไซ้เล็กๆที่ข้างหูคนตัวเล็กเหมือนจะรอดูปฏิกิริยา และมันก็เป็นอย่างที่เขาคาดไว้ ฮีชอลยกมือขึ้นโอบตัวเขาเอาไว้แล้วหลับตาลงเหมือนจะยอมฟังที่เขาพูดแล้ว

"ผมอยากจะคุยกับคุณจะตาย ผมอยากจะคุย..เรื่องของเรา.." น้ำเสียงที่ฆ่าคนได้ยังไม่เลิกกระซิบบอก ดวงตากลมโตลืมขึ้นแล้วจ้องใบสายตาคมจากใบหน้าหล่อ ฮีชอลรู้สึกว่าหน้าตัวเองกำลังร้อน..เพียงแค่สายตาคู่นั้นที่กวาดมองตัวเขาเอง

"คุณก็แค่ทำให้ผมหายโกรธคุณแค่วันนี้ใช่ไหม" ฮีชอลถามเหมือนเด็กน้อยแสนงอน ฮันกยองยิ้มบางๆ แล้วเอ่ย

"เปล่าครับ..ผมจะทำให้คุณเชื่อใจผมไปตลอดต่างหาก" ว่าแล้วก็โน้มใบหน้าตนลงเข้าใกล้เรียวปากอิ่ม ฮีชอลเหมือนตกใจหันหน้าหนีออกเล็กๆ ชายหนุ่มหยุดรอดูท่าทางของคนอ่อนประสบการณ์แล้วแอบยิ้มอยู่ในใจ เมื่อเห็นว่าฮีชอลไม่หันหนีไปมากกว่าเดิม เขาขึงประทับริมฝีปากตนลงกลีบปากนุ่มด้านข้างแล้วบดเบียดเบาๆก่อนจะคลอเคลียหยอกเย้าให้ฮีชอลเองทนไม่ไหวหันหน้ากลับมาตอบสนองเขา ร่างบางครางเล็กๆเมื่อถูกสัมผัสอย่างอ่อนละมุนจากคนที่เก่งกว่า เขายกแขนเรียวขึ้นคล้องคอชายหนุ่มก่อนจะหันมาบดเบียดริมฝีปากตนตอบบ้าง

รอยยิ้มของผู้ชนะยกขึ้นข้างริมฝีปากของร่างสูงก่อนที่เขาจะชำแรกเข้าไปเกี่ยวกระหวัดลิ้นเรียวเล็กเพื่อดูดดื่มความหอมหวานที่ฮีชอลเองนั้น...แทบละลาย...เมื่อถูกสัมผัส..

"อะ..อา..ฮันกยอง.." เสียงหวานครางเรียกชื่อคนที่จูบตนเสร็จเมื่อชายหนุ่มละริมฝีปากออก เหลือเพียงผลงานที่บวมเจ่อจากการถูกบดเบียดและหยาดน้ำใสที่ไหลพันบ่งบอกความเป็นเจ้าของ

"ฮีชอล.." ชายหนุ่มเรียกชื่อคนตัวเล็กดดยปราศจากสรรพนามสุภาพข้างหน้าบ้างแล้วไล้นิ้วมือตนผ่านใบหน้าสวยที่เหมือนพระเจ้าสร้าง..ต่อให้เขาไม่ได้คิดจะรักฮีชอล...แต่ตอนนี้..เขารู้ตัว..ว่าหลงฮีชอลเข้าให้แล้ว..เด็กหนุ่มที่หอมหวาน..ผิวเนื้อันบริสุทธิ์..จะต้องเป็นของเขา..แค่คนเดียว..

ปลายนิ้วแตะไปที่หัวคิ้วแล้วไล่มาที่เปลือกตาเรื่อยมาจนถึงจมูกโด่งไล่ไปทางพวงแก้มเนียนแล้วกลับมาหยุดตรงริมฝีปากสีเชอร์รี่ ฮันกยองครางในลำคออีกครั้งก่อนจะก้มลงขโมยจุมพิตอันจาบจ้วงรุนแรงจนคนตัวเล็กตั้งตัวแทบไม่ทัน..เขาไม่คิดเหมือนกันว่าฮีชอลจะมีเสน่ห์และเย้ายวนเขาได้ขนาดนี้..รสจูบครั้งที่สองร้อนแรงขึ้นกว่าครั้งไหนๆที่ฮีชอลเคยได้สัมผัสมา เขาตกใจ..แน่นอน..แต่สัมผัสที่ไปละห่างไปจากเรียวปากเขาก็ทำเอาเขาแทบยืนไม่อยู่ ฮีชอลเบียดตัวเองเข้าหาร่างสูงเหมือนจะหาที่พึ่งเนื่องจากว่าตนเองแทบจะไม่มีแรงยืนแล้วเช่นกัน.. แต่นั่นกลับไปกระตุ้นความรู้สึกของคนตัวสูงเข้าให้ ร่างเล็กใบหน้าขึ้นสีกว่าเดิมทั้งๆที่ริมฝปีกายังไม่ถูกละไปแต่กลับรู้สึกได้ถึงสิ่งแข็งขืนที่สู้ตนเองอยู่ตรงช่วงล่างเพียงเพราะเขาเบียดตัวเข้าหา..

"อา..ตายแน่..ชั้นทนไม่ได้แล้ว.." ฮันกยองพึมพำกับตัวเองเบาๆเมื่อละริมฝีปากตนเองออกก่อนจะเปลี่ยนเป็นซุกไซ้ที่ซอกคอขาวเนียนแทน ฮีชอลริมปิดปากตัวเองแน่นทัทีเมื่อรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ก่อตัวและเขากำลังจะเผลอส่งเสียงครางออกไป คนตัวเล็กรู้ทันว่านี่คือจุดเริ่มต้นถึงกิจกรรมที่แปลกใหม่เมื่อคืน หากเขาไม่หยุดฮันกยองไว้ตอนนี้มีหวังคงได้คุยกันเมื่อชายหนุ่มได้ตักตวงจากเขาไปอีกแน่

"อ๊ะ..เดี๋ยว..คุณ..อย่าเพิ่งสิ.." ฮีชอลพยายามเอ่ยบอกอย่างลำบากพลางดันตัวชายหนุ่มออกห่าง คนตัวเล็กหอบหายใจแรงไม่ต่างจากคนที่พยามรุกรานเขา ใบหน้าหวานจ้องหน้าฮันกยองนิ่งแล้วเอ่ย

"เราต้องคุยกัน..ผมไม่ปล่อยให้คุณทำอะไรผมต่อมิอะไรเหมือนเมื่อคืนวานแน่" ชายหนุ่มเลียริมฝีปากตนเองเหมือนโดนขัดจังหวะที่แต่ก็รู้ว่าสิ่งที่ฮีชอลพูดนั้นฟังขึ้นเขายื่นหน้าเข้าไปใกล้คนตัวเล็กแล้วถาม

"ถ้าคุยเสร็จแล้วคุณก็จะยอมให้ผมทำใช่ไหมล่ะ?" ว่าแล้วก็หัวเราะออกมาเมื่อได้แกล้งให้คนตัวเล็กใบหน้าร้อนฉ่าเป็นสีแดงสด ฮีชอลได้สติแล้วก็ฟาดเข้าไปเต็มแรงที่ไหล่กว้าง ฮันกยองยิ้มบางๆให้แล้วดึงคนตัวเล็กให้นั่งลงที่โซฟาชิดตัวเข้าเพื่อเปิดใจคุยกัน

"คุณอยากจะคุยอะไรล่ะ" ฮันกยองถามพร้อมใช้นิ้วตัวเองเล่นที่ปอยผมข้างใบหูสวยแล้วจัดการทัดหูมันพลางมองเสี้ยวหน้าหวานที่สวยเกินคนธรรมดาทั่วไป...ไม่อยากจะเชื่อเลย..ว่านี่คือเด็กผู้ชาย..

ฮีชอลสั่นเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ถึงสัมผัสอบอุ่นที่หยอกล้อเล่นกับเขาอยู่ ร่างบางเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะเอ่ยประโยคคำถามออกมา

"คุณเห็นผมเป็นอะไรน่ะ?" คำถามที่ฟังง่ายแต่ตอบยากก็คนตัวเล็กเล่นเอาฮันกยองชะงักแล้วละมือออกจากกลุ่มผมของคนตัวเล็ก เขานิ่งไปพร้อมกับที่ฮีชอลเองหัวใจเต้นไม่เป็นระส่ำ กลัว...คำตอบเหลือเกิน..

"ผมเห็นคุณ...เป็น..ส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้วแหละครับ..ตอนนี้.." ใบหน้าหวานหันมามองทันทีพร้อมเลิกคิ้วเหมือนเป็นคำถามด้วยความงง

"ผมเป็นอาจารย์ส่วนตัวให้คุณ ผมเป็นพี่ชายของคุณ..แล้วตอนนี้..คุณก็เป็นของผมไปแล้ว..ทุกหน้าที่ที่ผมต้องทำในชีวิตมีคุณเกี่ยวข้องด้วยหมดเลยเห็นไหม? คุณคือส่วนหนึ่งของชีวิตผม.." เด็กหนุ่มฟังแล้วห้มหน้านิ่งพลางคิด..คิดว่าที่ฮันกยองว่ามานั้นมันจริงแค่ไหน..

"แต่คุณ..ทิ้งผมไปวันนี้..คุณทำเหมือนคุณไม่รู้สึกอะไร..คุณทำเหมือนคุณไม่แคร์ผมเลยด้วยซ้ำ" ฮีชอลเอ่ยประโยคเดิมที่เขายืนยันมาทั้งวัน ร่างสูงยิ้มละมุนแล้วจูบเบาๆที่หน้าผากเนียนก่อนจะเอ่ยบอกพร้อมคว้าฝ่ามือเล็กมากุมไว้

"ผมเพิ่งบอกคุณไปแล้วไงว่าผมที่มีหลายหน้าที่ในชีวิตคุณ..คนเราเวลาที่มีหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุดถูกไหม?"

"วันนี้คุณวิ่งหนีผมออกไปจากที่ห้องโดยไม่รอบอกลาสักคำ รู้ไหมผมเป็นห่วงมากแค่ไหน ถ้าอยู่ในห้องนี้เราจะคุยอะไรพูดอะไรกันก็ได้ แต่พอผมตามไปเจอคุณที่บ้าน ฐานะของผมกับคุณมันก็เปลี่ยนไปแล้ว ที่นั่น ผมเป็นได้แค่อาจารย์ฮันกยองของคุณ และคุณก็เป็นแค่คิม ฮีชอลลูกศิษย์ของผม..จะให้ผมทำตัวรุ่มรามก็ไม่ถูก มันไม่ควร คุณน่าจะเข้าใจ ผมอยากจะถามคุณใจจะขาด..อยากจะรู้ว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับเรื่องของเรา..ผมอยากจะรู้จริงๆนะ.." ว่าแล้วก็ยิ่งยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ฮีชอลฟังเหตุผลของเขาแล้วก็ยอมรับ ดวงหน้าหวานหันไปจ้องใบหน้าหล่อที่อยู่ใกล้เพียงคืบนั่นแล้วถาม

"แล้วคุณรู้สึกยังไงล่ะ? กับเรื่อง..." คำว่า"เรื่องของเรา" ที่ฮันกยองเอ่ยออกมาอย่างง่ายดายนั้น สำหรับฮีชอลมันไม่ง่ายเลย การที่เขาไม่เคยผูกตัวเองไว้กับใคร แต่อยู่ดีๆคนตรงหน้าเขาพยายามจะมาผูกเขาเอาไว้ด้วย มันทำเอาเขาแทบทำอะไรไม่ถุกเช่นกัน..

"จะเอาเรื่องของเรา หรือ ความรู้สึกต่อคุณล่ะ" เขาถามกลับมาเล่นเอาฮีชอลถึงกับอึ้ง คนตัวเล็กเลือกทันทีโดยไม่อยากคิด..เพราระเขาไม่อยากได้รับความผิดหวัง...ทั้งๆที่เขาไม่ควรหวังด้วยซ้ำ

"อันแรก.." ว่าเหมือนเด็กเอาแต่ใจ แต่รอยยิ้มอบอุ่นจากฮันกยองไม่เคยหายไปจากใบหน้าหล่อเลยตลอดเวลาที่คุยกัน

"ผมรู้สึกว่าผมต้องรับผิดชอบ เมื่อคืนนี้ผมก็ต้องยอมรับว่าผมเองก็ผิดที่ไม่ห้ามตัวเอง..แต่ผมไม่อยากเรียกมันว่า"เผลอ"ทั้งหมด ในเมื่อเราทั้งคู่ต่างเต็มใจ...หรือไม่จริง?" เขาถามแต่ฮีชอลเงียบเป็นคำตอบ ใครมันจะกล้าพูดจาอะไรแบบนี้ได้ตรงๆโต้งๆเหมือนตานี่เล่า...

"แล้วคุณล่ะ รู้สึกยังไง?" ฮันกยองถามกลับ ฮีชอลกัดริมฝปีกาตัวเองเหมือนเลือกคำพูดก่อนจะยอมเอ่ยบอกด้วยเสียงที่แสนเบา

"ผมกลัว..ผมไม่รู้..ผมรู้แค่ผมกลัว..กลัวว่าความสุขและความอบอุ่นที่คุณยื่นให้ผมมันจะจากหายไป..ทันทีที่ผมลืมตาแล้วผมว่าผมอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง.."

"คุณมีความสุขเหรอครับที่ได้อยู่กับผม?" ชายหนุ่มถามแล้วยิ้มไม่หยุด ฮีชอลยังทำหน้าคิดมากแล้วเอ่ยบอกตรงๆ

"ผมไม่รู้...แต่เมื่อคืน..มันใช่ความรู้สึกนั้น...ที่ผมต้องการ...ที่ตามหามาตลอด...ความสุขและความอบอุ่น.." ฮันกยองเห็นท่าทีของอาการความความรักและความอบอุ่นของฮีชอลแล้วก็สงสารจับใจ เขาโอบแล้วกอดฮีชอลไว้เหมือนจะปลอบแทนแล้วเอ่ย

"งั้นคุณก็มาอยู่กับผมเท่าที่คุณจะมาได้สิ ถ้าคุณอยากมีความสุข ผมจะทำให้คุณมีความสุข ให้คุณได้รับความอบอุ่น"

"แต่ตอนกลางวันคุณก็เป็นอาจารย์ของผม..เป็นอาจารย์ฮันกยองที่เย็นชา.." ฮีชอลเอ่ยว่าด้วยสีหน้าหมองๆ ชายหนุ่มลูบหัวเด็กหนุ่มแล้วบอก

"คุณก็มาหาผมตอนกลางคืนไง แบบนี้ก็ได้ เราออกมาเจอกันแบบนี้ก็ได้ ผมอยากให้คุณยิ้มนะเพราะผมอยากเห็นคุณมีความสุข" ฮีชอลผละออกจากแกแกร่งแล้วมองใบหน้าหล่อเมื่อได้ยินข้อเสนอนั้น

"ผมคงมีสิทธิ์ได้แค่นี้จริงๆใช่มั้ยฮะ? เพราะคุณในตอนกลางวันไม่เห็นใจดีแบบนี้เลย..ผมสับสน..ใครกันแน่ที่เป็นฮันกยองตัวจริง.." ฮีชอลเอ่ยถามแล้วไม่กล้ามองหน้าชายหนุ่ม เขากลัวอีกแล้ว..เขากลัวคำตอบ

"คุณอย่าถามเลยดีกว่า มันตัดสินกันยากนะ คนเราก็มีหลายด้านคุณก็รู้" ฮันกยองตอบ ฮีชอลพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจทั้งๆที่ในใจไม่เข้าใจเลยต่างหาก

"แต่ผมก็ทนไม่ได้ ถ้าฮันกยองที่ผมจะได้เจอในตอนกลางคืนนั้นเย็นชาต่อผมเหลือเกินในตอนกลางวัน" ฮีชอลบอก ร่างสูงคว้ามือเขามาอีกครั้งแล้วตัดสินใจแลกเปลี่ยนข้อเสนอนี้

"ถ้าอย่างนั้น ให้คุณเรียกผมว่าอาจารย์ฮันกยอง..แต่ตัวผมในตอนกลางคืน..ที่เป็นของคุณ..ที่จะอยู่กับคุณ..ผมชื่อฮันเกิงนะ.." ใบหน้าหวานเอียงคอมองเขาด้วยความงงเล็กๆแม้จะเข้าใจในข้อเสนอนี้..แต่เขาไม่เข้าใจว่าฮันกยองกำลังคิดอะไรอยู่

"อย่าทำหน้ายุ่งแบบนั้นสิ คุณรู้หรือเปล่าว่าผมเป็นลูกครึ่งจีน-เกาหลี?" ชายหนุ่มเอ่ยถามพร้อมฮีชอลที่ส่ายหัวดิกๆ พลางนึกได้ว่าเขาเองยังไม่รู้จักผู้ชายข้างหน้านี้ดีเลย แล้วทำไมถึงได้ยอมเปิดใจให้เขาได้ขนาดนี้ 

"ผมมีชื่อจีนว่าฮันเกิง...ไม่ค่อยมีคนเรียกชื่อนี้ผมเท่าไหร่นักหรอก..มีแต่คนในครอบครัวผมเอง..."

"ผมให้คุณเรียกผมว่าฮันเกิงนะ...จะได้เหมือนเราเป็นครอบครัวเดียวกัน..คุณจะได้ไว้ใจผมได้ไง" ฮันกยองเอ่ยเสริมแล้วยังไม่เลิกยิ้ม ฮีชอลทำเหมือนคิดหนักแล้วเอ่ยตอบบ้าง

"งั้นเราก็ไม่ต้องพูดจาสุภาพๆต่อกันก็ได้ มันฟังดูห่างเหินยังไงไม่รู้..ผมไม่ชอบเลย" 

"แต่คุณเพิ่งพูดเองนะ" ฮันกยองได้ทีจับผิดคนตัวเล็กแล้วแกล้ง ฮีชอลทำหน้ามุ่ยแล้วแหวใส่

"อะไรเล่า เรียกว่าฮีชอล โอเคมั้ย? ห้ามเรียกคุณฮีชอลล่ะ ไม่ต้องมาผมเผิมอะไรด้วย" 

"จ้ะ...นายก็เหมือนกันแหละ" ชายหนุ่มว่าแล้วหยิบปลายจมูกเล็กด้วยความหมั่นไส้ในความเอาแต่ใจของฮีชอลที่น่ารักไม่เบา

"เอ่อ..ฮัน..เอ่อ..ฮันเกิง..โอ๊ย ผมไม่ชินน่ะ" ฮีชอลพยายามจะเรียกแบบที่ฮันกยองบอกเขา แต่กลับถูกสายตาเหมือนจับได้อีกครั้งว่าเป็นคนหลุดออกมาเองมองกลับมา

"ก็ชั้นไม่ชินนี่! เรียกฮันกยองมาตั้งนาน อย่ดีๆจะให้มาเรียกฮันเกิง" ร่างบางว่า ฮันกยองหัวเราะออกมาแล้วเอ่ยย้อนให้

"นั่งไง เรียกได้แล้วนี่นา แล้วอีกอย่างนายเรียกชั้นว่าฮันกยองมาแค่สามสี่วันเองนะ ไม่เห็นจะนานเลยสำหรับการเปลี่ยนแปลง.." 

"ต่อจากนี้ไป...ชั้นจะเป็นฮันเกิงของฮีชอล..ตกลงมั้ย? ฮีชอลของฮันเกิง..." ชายหนุ่มว่า..พร้อมกับที่เด็กหนุ่มเองก็พยักหน้า ฮันกยองยิ้มบางๆแล้วจูบที่หน้าผากคนตัวเล็กอีกครั้ง

"เราสองคนจะออกมาเจอกันได้ตอนกลางคืนนะ..ตอนเที่ยงคืน..เรามีนัดกัน..ที่นี่ ตกลงมั้ย? ที่ของเราสองคน ของฮันเกิงกับฮีชอล.." ว่าแล้วก็ชูนิ้วก้อยขึ้นเหมือนเป็นการผูกคำสัญญา..

ฮีชอลมองหน้าฮันกยองนิ่งแล้วค่อยยื่นนิ้วก้อยของตนออกไป นิ้วก้อยที่ยาวกว่าของชายหนุ่มตวัดดึงนิ้วเรียวของคตัวเล็กเอาไว้เหมือนเป็นการลงนามสัญญาแล้ว...

สัญญาที่ฮีชอลจะเป็นของฮันเกิง..ในตอนกลางคืน เพียงแค่หลังเที่ยงคืนเท่านั้น..ที่ฮีชอลมีสิทธิ์ในตัวเขา..

แต่..ฮันกยเองเองกลับมีอิทธิพลและสิทธิเหนือฮีชอลตลอดเวลา...เพราะเมื่อความสัมพันธ์ดำเนินหน้าไป..คนตัวเล็กก็รู้ตัวแล้วว่าถอนตัวไม่ขึ้น....

....มันรักเขาไปเสียแล้ว..จะฮันเกิงหรือฮันกยอง...แต่ฮีชอลก็รัก..คนคนนี้ไปเสียแล้ว.....



Midnight Alcohol End 

edit @ 13 Oct 2009 06:29:09 by zarmintz aka HXH

edit @ 18 Nov 2009 23:19:49 by zarmintz aka HXH